EnJOYs ♥'s profile...::: ( ^ - ^ ) :::...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 14 Come Backนานมากเลยที่ห่างหายไปจากบ้านหลังนี้
ยังคงจำได้เลยว่าแต่ก่อนเข้ามาบ่อยมาก แทบจะทุกวัน
เพราะอะไรเหรอคะ.. อืม มาอ่าน Horo ฮ่าๆๆๆ
ประมาณว่าขอรู้อนาคตตัวเอง จะได้วางแผนถูก ก้าวขาไหนดี ว่างั้น เหอๆ
- แล้วทำไมถึงได้ห่างหายไป
ก็เนื่องด้วยหลายสาเหตุ แต่เอาเป็นว่ากลับมาละ ไม่ต้องพูดเยอะ เข้าใจตรงกันแค่นี้พอ ^^
- แล้วกลับมาทำไม
เออ ถามกวนตีนนะ ฮ่าๆๆๆ ถามเอง ตอบเอง ก็แบบว่าจะมาเขียนอะไรดีๆให้อ่านกันเหมือนเดิม
พอได้มาอ่านเรื่องราวที่ตัวเองเคยเขียนไว้ โอ้โห เจ้าปรัชญาเหมือนกันนะเนี่ย
แต่น่าเสียดายที่บางเจอร์นัลก็ลบไปแล้ว ยังจำได้เลย เรื่องบันทึกความทรงจำที่ภูกระดึง
อ่านแล้วยังน้ำตาคลอเบ้า ฮ่าๆๆๆ ไม่ขนาดนั้น แต่มันทำให้นึกถึงภาพความทรงจำดีๆที่ยากจะลืม
พูดไปก็เริ่มมันปากอยากเม้าแล้ว แต่ตอนนี้ตีสาม เหอๆ ดึกมากละ
แต่ทุกครั้งอารมณ์ศิลปินมักจะออกช่วงนี้ทุกทีค่ะ เคยเขียนบางเจอนัลตอนเที่ยงคืนจนถึงเช้าอ่ะ
เออ ถึกเนอะ ถึกมาก แต่พอกลับมาอ่านมันก็ขำตัวเองทุกที ว่าเออนะ เคยเป็นอย่างไร ในช่วงเวลานั้นๆ
ส่วนตอนนี้นะเหรอ อืม ว่าไงดี มีความสุขนะ มันก็เศร้าบ้างแหละ กับหลายๆเรื่อง
แต่ทุกเรื่องก็ได้สอนให้เราได้เข้าใจอะไรต่างๆมากขึ้น
โดยเฉพาะความรัก โอ้วโห มีกับเขาด้วยเหรอเนี่ย
แหม มันก็นะ มีบ้างสิ สวยขนาดนี้ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะได้กลายเป็นความทรงจำไปแล้วก็ตาม
แต่มิตรภาพก็ยังคงอยู่ และตอนนี้มันก็มากขึ้นซะด้วยซ้ำ เพราะมันเหมือนกับการที่เราได้รักโดยไม่หวังการตอบแทนอย่างแท้จริง
มันกลับรู้สึกว่า เราอยากทำอะไรให้คนที่เรารักมีความสุขที่สุด ไม่ว่า ณ เวลานี้เราจะเป็นอะไรกันก็ตาม
อืม น้ำเน่าโดยแท้ แต่เชื่อมั๊ยว่ามันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ..จะว่าไป ฉันก็นางเอกนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ซะงั้นเลย
พูดไป หัวเราะไป อย่าหาว่าบ้านะ ก็บ้าจริงๆค่ะ บ้าไปซะทุกเรื่อง จนเป็นแบบนี้แหละ แบบจอยๆอ่ะ เหอๆ
เอาละ เกริ่นเรียกน้ำย่อยมามากแล้ว ไปนอนดีกว่า
อ่า ซะงั้น กะจะเขียน แต่วันนี้มีอารมณ์แค่นี้ ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหัวข้อในการเขียนอะไรดี
ซึ่งจะว่าไปมันก็มีนะคะ การเมืองชัดๆนี่แหละ ช่วงนี้บ้านเมืองวุ่นวายมากเนอะ แต่ไม่ขอพูดพถึงละกัน เพราะเป็นคน sensitive เรื่องบ้านเมืองมากค่ะ
พูดทีไรน้ำตาจะไหล เอ๊ะรึว่าชาติก่อนเราเคยเป็นคนในหมู่บ้านบางระจันวะเนี่ย โคตรรักชาติเลย และก็เกลียดไอ้พวกที่มันทำลายชาติบ้านเมืองด้วย
คิดว่าเป็นการรักษาประเทศ แต่การกระทำอย่างนี้ มันไม่ต่างจากโจรที่ปล้นแผ่นดินหรอก
อืม ชักจะหนักละ พอดีกว่า ถ้าออกความเห็นหรือคุยประเด็นนี้เมื่อไหร่นะ ตายเป็นตายวะ
แล้วเราก็ไม่กลัวซะด้วย เพราะเรามีสิทธิ อ้อ แต่ที่สำคัญเราไม่เคยลืมหน้าที่
แม่เจ้า คนสมัยนี้มันเรียกร้องสิทธิกันซะเหลือเกิน สิทธิเป็นญาติฝ่ายไหนอ่ะ เรียกอยู่นั่น
คือถ้าเรียกในแบบที่พอดี เหมาะสมก็ไม่ว่าหรอกค่ะ
แต่มันตรงกันข้ามสิ เรียกร้องอย่างนั้น อยากได้อย่างนี้ แต่มันไม่คิดจะทำอะไร ไม่คิดจะช่วยชาติเลย ไอ้พวกเห็นแก่ตัว ก็มีแต่เกาะชาติกิน
เอาละ น้ำโหขึ้นอีกรอบ พอๆๆๆๆ ไม่ไหวๆๆๆๆ เดือดๆๆๆ
เอาเป็นว่าไว้มีโอกาสจะมาเล่าเรื่องที่อยากเล่าละกัน
อ้อ หรือถ้าอยากให้เล่าเรื่องอะไรก็ฝากคอมเม้นต์มาได้นะคะ เดี๋ยวบรรยายธรรมะภาคพิเศษให้เลย เหอๆ
ไม่ต้องห่วง เราค่อนข้างมองเป็นกลางในทุกเรื่อง ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด ไม่มีเคือง อะไรตามนั้น
และก็ขอบคุณมากสำหรับเพื่อนๆที่เข้ามาเม้น และก็ฝากคอมเม้นอยากเป็นเพื่อนกับเรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง เหอๆ ท่าทางฉันจะดวงสมพงษ์กับคนต่างชาติ
ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตามเหอะ สักครู่นะ เดี๋ยวเพื่อนๆอ่านไม่ออก
Hello my new friends, thanks for your comment in my space. I'm sorry if I call you back late. I have just check my space, so I will accept you in my list as soon as I can.
Miss everybody and nice to meet you ^__^
ก็ถือโอกาสนี้บอกให้ทราบโดยทั่วกัน ว่า.. Joy will come back เหอๆ ฟังแล้วดูดีเนอะ ยังกับหนังอะไรประมาณนั้น
อ้อ หรือถ้าไงก็สามารถไปฝากเม้นที่ hi5 ได้นะคะ จอยจะพยายามไปเช็คละกัน
แบบว่าพักหลังคนเล่นเยอะ แล้วก็คนแปลกหน้าก็เยอะ เราไม่รู้จัก แต่ก็ต้องรับแอดไป เพราะถ้าไม่รับ กลัวเขาเสียใจ พั่นนะ ว่าไปนั่น เหอๆ
แต่ก็นะ ใจเขาใจเรา เขาอยากเป็นเพื่อนเราก็ดีค่ะ
เราก็คงเข้ามาบ้าง ไม่ใช่ว่าจะบ่อยถึงขั้นสองวิตอบกลับนะคะ และก็ไม่ได้นานถึงขนาดที่ปลูกต้นมะม่วงแล้วลูกเต็มต้น อย่างนั้นก็ไม่ใช่
แต่จะพยายามเข้ามาเรื่อยๆละกัน เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราว เรื่องเราอะไรประมาณนั้น
ช่วงนี้ต้องขยันหนักกว่าเดิมหลายเท่า เพราะจะจบแล้ว แต่ก่อนจบ เราต้องไปสมัครเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ก็เมกา
มหาลัยที่อยากเข้าก็โอย เทพทั้งนั้น แต่ก็นะ ลองสักตั้ง ไม่ได้ก็ต้องได้ละวะคราวนี้ ฮ่าๆๆๆๆๆ
แล้วยังจะมาเขียนเจอนัลอีก ก็นะคะ แบบว่าการทำอะไรที่สบายใจ ทำในสิ่งที่รัก ควบคู่ไปกับภาระงานอันหนักอึ้ง จะทำให้เรามีกำลังใจ
เหอๆ เคล็ดลับนะเนี่ย จะได้อารมณ์ดีตลอดเวลา ทำงานก็จะไม่เครียดจนเกินไป
อ่าๆๆๆ ดึกมากแล้วตีสามกว่า เหอๆ ไปนอนละ แนะนำตัวยาวซะจนน้ำลายไหลยืด เหอๆ ไว้เจอกันในบันทึกครั้งต่อไปนะคะ ^^
โชคดีค่ะทุกคน..
June 24 วันนี้ วันดี.... เหรอ ( T__T ) 555+
“นี่มันวันอะไรวะ ทำไมถึงได้เกิดเรื่องราวมากมายขนาดนี้” ดิฉันเชื่อมั่นว่าหลายๆคนคงจะเคยได้ยินคำพูดนี้ ไม่ว่าจะมาจากละครหรือเป็นชีวิตจริงของใครก็ตาม ซึ่งถ้าเราได้มีโอกาสสังเกตสีหน้า ท่าทางของคนๆนั้นด้วยแล้ว เราจะพบว่ามันดูไม่แตกต่างกับคนที่ไม่ได้เข้าส้วมมา 1 สัปดาห์เลยทีเดียว
ใครที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ อาจจะไม่เข้าใจอารมณ์ของคนที่พูดประโยคนี้ออกมาเท่าไหร่นัก และฉันก็เป็นอีกคนที่เคยสงสัยว่าชีวิตของเรามันจะสามารถเกิดเหตุการณ์สที่โชคดีได้พร้อมๆกันอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ จนในที่สุดคำถามที่ฉันเคยสงสัย มันก็ได้กระจ่างทันที และมันก็คงอยู่ในความทรงจำของฉันไปอีกนาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ 24 มิ.ย. ซึ่งก็ดูไม่แตกต่างจากทุกๆวัน ฉันยังคงใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ... ตื่นนอน อาบน้ำ ไปโรงเรียน เช้าวันนี้ก็ยังเหมือนกับเช้าของทุกวันที่ฉันต้องให้พี่วิน(มอไซค์รับจ้าง) ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้า เนื่องจากแผลที่เข่ายังไม่หายดีนัก ซึ่งเกิดจากความซุ่มซ่ามของตัวเอง ที่ไปเดินจับกบแถวสยาม เลยทำให้ฉันเดินไม่สะดวกเท่าไหร่นัก
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความประทับใจของฉันที่มีต่อพี่วินก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง พี่วินยังคงรักษามาตรฐานการบริการได้เป็นอย่างดี ไม่เคยขาดตกบกพร่อง สมแล้วที่พวกเราทุกคนได้ให้ความไว้วางใจ จะฝนตกหรือแดดออก พี่วินก็ไม่เคยทิ้งพวกเราให้เดียวดาย รับส่งพวกเราอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เสมอต้นเสมอปลาย การส่งพวกเราให้ถึงจุดหมายปลายทาง ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการให้บริการ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อเท่าไรก็ตาม พี่วินก็ยอม พร้อมจะเสียสละ แต่พี่วินคะ เคยถามความรู้สึกของจอยบ้างมั๊ย ว่าสิ่งที่พี่ทำอยู่ มันทำให้จอยกลัวตายแค่ไหน แซงซ้าย หักขวา ปาดหน้า ยกล้อหลัง ดูจะเป็นเรื่องปกติที่จอยพบเจอทุกครั้งไปซะแล้ว เพียงแต่ช่วงหลังมานี้ พี่วินจะทำให้จอยตื่นเต้นมากขึ้นด้วยการ ขับเบียดพี่เมล์นะคะ “ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ แต่มันคือโคตรใกล้ ยิ่งเธอขับช่วงที่รถติด ยิ่งไม่มีสิทธิ์จะบอกไป” เหอๆ แต่ก็นะ จะให้ทำอย่างไรได้ ในทุกๆวันที่จอยต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ มีสิ่งๆหนึ่งที่ทำให้จอยและพี่วินไม่ทอดทิ้งกัน นั่นก็คือ... ความไว้ใจ เมื่อเราตัดสินใจที่จะร่วมเดินทางและฝากชีวิตไว้กับใครสักคน เราก็ควรจะให้เกียรติและเชื่อมั่นในตัวเขา ไม่เช่นนั้นเราก็คงไปด้วยกันไม่ได้ ฉันจึงต้องเชื่อใจพี่วิน รักพี่วินมากนะคะ (ช่วยรักษาชีวิตของจอยด้วย T_T) ในขณะที่พี่วินปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ดิฉันก็ไม่ละหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติในทุกๆเช้าเช่นเดียวกัน การตั้งสติ ทำสมาธิ สวดมนต์ ภาวนาระลึกความตาย ได้กลายเป็นเรื่องปกติของดิฉันไปแล้ว บทสวดมนต์ทุกบท จะถูกอาราธนามา เพื่อคุ้มครองลูกน้อยนี้ให้ปลอดภัย มันทำให้ดิฉันมีสติระลึกรู้ตัว มีสมาธิตั้งมั่นจดจ่อ และมีปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา พี่วินสอนให้ฉันรู้ว่า ชีวิตเป็นของมีค่า ถือเป็นบุคคลที่ประเสริฐโดยแท้...สาธุ เหอๆ
แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลังจากที่ดิฉันสามารถมีชีวิตรอดจากการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อพิสูจน์รักแท้ของฉันกับพี่วินมาได้ ดิฉันกลับรู้สึกว่าวันนี้มันดูแปลกๆชอบกล แต่ก็คงไม่มีอะไรหรอก(มั๊ง) หึๆ แต่นั่นคือสัญญาณเตือนอันตรายบางอย่างจากจิตใต้สำนึกของดิฉัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปจะเป็นอย่างไร
หลังจากที่รถไฟฟ้าได้เดินทางมาถึงสถานีสยาม ผู้คนจำนวนมากต่างก็กรูกันออกจากรถไฟฟ้า ในขณะเดียวกันผู้โดยสารที่อยู่ภายนอกขบวนก็พยายามที่จะเบียดเสียดเข้ามาใน มันจึงทำให้การเดินออกจากรถเป็นไปอย่างทุลักทุเล ชีวิตในเมืองดูเป็นอะไรที่วุ่นวายที่สุด ผู้คนแย่งชิง เห็นแก่ตัว ต่างฝ่ายต่างก็หาประโยชน์ให้ตน นี่ขนาดคนแก่ยืนอยู่ในรถไฟฟ้า ผู้ชายบางคนยังไม่ลุกให้นั่ง โหย ทำไมสังคมมันถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ มันเป็นสังคมที่ดูเลวร้ายขึ้นทุกวัน แต่เราก็คงต้องอดทนและต้อง... โครม ! ...ยังไม่ทันที่ฉันจะได้นึกถึงภาพสังคมที่สงบสุขเลย แต่ฉันก็ต้องมากลิ้งตกบันไดอีกครั้ง “ อีกแล้วตู ..ตกบันไดอีกแล้ว เหอๆ น่าอายที่สุด “ ด้วยความที่เรามัวแต่เหม่อลอย คิดพิจารณาสภาพสังคมปัจจุบันที่แสนวุ่นวาย เหอๆ แล้วเป็นไงหล่ะ บทสรุป...
ยัง มันยังไม่จบ เมื่อฉันเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้า เพื่อมาขึ้นรถเมล์ โอ้ เป็นอะไรที่โชคดีขนาดนี้ รถเมล์มาพอดีเลย ด้วยความที่คราวนี้ตั้งสติแรงไปหน่อย กะว่าไม่ล้มแน่ๆ แต่ก็เจ้ากรรม ส้นรองเท้าดันไปติดในช่องถนน เหอๆ ทำไงหล่ะคราวนี้ ก็ต้องถอดแล้วเอามือดึงขึ้นมาค่ะ ยังไม่พอค่ะ ด้วยความที่จะขึ้นให้ได้ มือเราก็ได้ไปเกาะราวประตูเรียบร้อยแล้ว แต่แม่เจ้า คนขับรถมองไม่เห็นช้าน.... ไม่นะ! มือฉันเกาะประตูเรียบร้อยแล้ว เหอๆ นึกสภาพดูสิคะ ว่ามันน่า....ขนาดไหน ไอ้เราก็พยายามตะเกียกตะกายที่จะขึ้นรถเมล์ให้ได้ แล้วไหนรถเมล์ก็ยังจะเคลื่อนออกไป อีกทั้งประตูก็จะหนีบแหล่ ไม่หนีบแหล่อยู่แล้ว .... โอ๊ย ชีวิตช้านนนนนน >0< เฮ้อ ก็ยังดีค่ะที่มีชีวิตรอดมาถึงมหาลัยได้ (-_-!)
หลังจากที่ได้เจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ เราก็เริ่มคิดละว่า วันนี้จะเรียนดีมั๊ย เพราะว่าถ้าเข้าไป แล้วยังโดนอาจารย์ด่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก เหอๆ นึกไม่ออกแล้ว จะเอาไงกับชีวิตดี.... กำหนักเลย เอิ๊กๆๆๆ เราเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อน ว่าจะเอาไงดี แต่เพื่อนรักก็พยายามให้เราไปเรียน และคุยกันไว้ว่าถ้าเลิกเรียน จะไปทำบุญด้วยกัน เพราะเพื่อนก็เพิ่งโดนต่อต่อยหัวมาเมื่อวานเหมือนกัน เหอๆ ตลกดีนะคะ มันดันมาเกิดอะไรอย่างนี้พร้อมๆกัน สงสัยชาติก่อน คงไปทำอะไรไม่ดีๆร่วมกันไว้ แหะๆ แต่พอเมื่อเดินมาถึงห้องเรียน ปรากฏว่าวันนี้งด class.... อึ้งไปเลยครับพี่น้อง โอ้วแม่เจ้า ทำไมอาจารย์ไม่บอกหนูเลย ปล่อยให้หนูต้องตื่นเช้า เสี่ยงตายรีบมามหาลัย และก็ได้รับอุบัติเหตุต่างๆนานา ให้ตูมาเพื่ออออ...? เอาวะ จะได้ไปทำบุญ เพื่อไม่ให้มีเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรต่างๆไปมากกว่านี้ พวกเราจึงรีบเดินทางไปวัดหัวลำโพงซึ่งอยู่ใกล้ๆกับมหาลัยทันที เราไปไหว้พระ และบริจาคโลงศพ ....สาธุ ขอให้หนูแคล้วคลาดด้วยเถิด เหอๆ
หลังจากที่ทำบุญเสร็จ จอยเลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า เพราะมันอาจเกิดเหตุการณ์อะไรอีก ซึ่งตอนนี้ไม่อยากจะคิดแล้ว แต่มันก็เกิดขึ้นอีกจนได้
“ประกาศ! วันนี้คอนโดจะทำการปิดระบบไฟทั้งตึก เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้” เหอๆ ทำไมไม่แจ้งตูให้รู้ก่อนสักวันสองวันคะ ทำไมมันต้องมาเป็นวันนี้ด้วย.... ไม่ไหวแล้วโว้ย เหอๆๆ >0< เอาน่า... แล้วมันจะดีขึ้นเอง ในทุกครั้งที่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ที่ทำให้ฉันไม่สบายใจ จิตใต้สำนึกในส่วนดีของจอยจะปฏิบัติหน้าที่ในทันที เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้จอยเกิดอาการคลุ้มคลั่ง อาละวาด หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่สังคมได้ จอยเลยยังพอมีสติ เอาวะ มันก็แค่ 9 ชั้นเอง ด้วยความถึกบวกกับความพยายาม การเดินขึ้นบันได 9 ชั้น มันไม่เป็นไรหรอก ถือเป็นอะไรที่เบๆ ....ฮือๆๆๆๆๆๆๆ (Y__Y) และในที่สุด ก็เดินทางมาถึงห้องซะทีค่ะ หลังจากที่ได้ผ่านเรื่องราวมากมายที่จอยจะไม่มีวันลืม และคงลืมไม่ลง เหอๆ วันนี้จึงถือเป็นวันที่พิเศษสำหรับจอยเลยทีเดียว เพราะมันคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในชีวิตของเรา จอยเลยถือเอาวันนี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะถือศีลอย่างจริงจังอีกครั้งได้แล้วค่ะ เหอๆ เพราะชีวิตนี่มันไม่แน่นอนจริงๆ จะตายวันตายพรุ่ง ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ขอให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทนะคะ ทำให้เต็มที่และดีที่สุด ทั้งต่อตนเอง และคนที่เรารัก ขอให้ทุกคนโชคดีละกันนะคะ เหอๆ สู้ๆค่า ^___^
May 31 กลับมาแล้วค่านาน น๊าน นาน มากแล้วที่ห่างจากบ้านหลังนี้นะคะ
มีอะไรหลายอย่างที่อยากจะเล่าค่ะ
แต่อยากบอกว่า... นึกไม่ออก แหะๆ
คือมันเยอะมาก ซะจนไม่รู้จะเล่าอันไหนก่อนดีอ่ะค่ะ
แต่ยังไงก็จะเล่าแน่ๆ ยังไงก็คอยติดตามกันนะคะ (พูดยังกับละครเนอะ)
เกิดเรื่องราวมากมายตลอดช่วงปิดเทอมนี้ค่ะ
เอาไว้จะมาเล่าละกันค่ะ
เนื่องด้วยตอนนี้จอยยังไม่มีอารมณ์จะเขียนค่ะ
ต้อง Built ก่อน ไม่งั้นมันก็ไม่ต่างจากเรียงความ แหะๆ ว่ามั๊ยคะ
งานเขียนที่ดี มันจะต้องออกมาจากใจ ถ่ายทอดพร้อมๆกับส่วนลึกของอารมณ์ที่ถูกกลั่นกรองออกมา แหะๆ ...ว่าไปนั่น
แต่รู้สึกว่าตอนนี้ จอยชักจะเขียนยาวเกินไปละค่ะ เหอๆ
ก็แบบว่าขอมารายงานตัวนิดส์นึง ว่าไม่ได้หายไปไหนค่ะ
เอาโน๊ตบุ๊คไปซ่อม เลยมิมีอุปกรณ์ในการเขียนสเปซค่ะ
อีกทั้งไปโลก hi5 นานไปหน่อย...
พอดีไม่เคยเล่นอ่ะค่ะ แต่พอได้เล่น ก็ติดลมเลย เหอๆ
แต่หลังจากนี้จะมาส่งข่าวสารข้อมูลให้พ่อแม่พี่น้องได้ทราบทั่วกันจากสเปซละกันนะคะ
อัน hi5 เป็นที่สาธารณะ ไม่เหมาะกับการเขียนระบายอะไรสักเท่าไหร่
ณ พื้นที่สเปซแห่งนี้ ดูจะเหมาะสมที่สุดแล้ว กับการเขียนตำราพิชัย 555 ว่าไปนั่น
ยังไงก็คอยติดตามชมละกันนะคะ... แล้วเจอกันเจ้าค่า ( ^0^ )
อ้อ เพิ่มเติมค่ะ ...มิทราบว่าเกิดอันใดขึ้น ณ เวลานี้ จอยไม่สามารถอัพรูปได้ เหอๆ
เอาเป็นว่า ถ้าอยากเห็นรูป ก็สามารถเข้าไปได้ที่ http://watashiwajoydes.hi5.com นะคะ
แต่จะว่าไป ใน hi5 จอยก็คงใส่รูปเยอะมากไม่ได้ค่ะ
เดี๋ยวจะโดนด่าซะมากกว่า เหอๆ
รู้สึกมันจะเริ่มยาวเกินไปละ คราวนี้คงไปจริงๆละนะคะ แหะๆ
แล้วเจอกันค่า อิอิ
January 29 เรื่อยๆมาเรียงๆ รู้สึกว่าจะห่างหายกับการอัพสเปซไปนานนนนนนนนนนนนนน.....มากส์
ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะ
แต่เนื่องด้วยภารกิจอันมหาศาล ทำให้ไม่มีเวลาเข้ามาอัพซะที
จะว่าไป..ก็เข้ามาทุกวันค่ะ เอ่อ! มาอ่าน Horoscope อิอิ ^^
พอมามองดูปฏิทิน เผลอแป๊บเดียวจะหมดเดือนอีกแระ
เวลานี่ผ่านไปเร็วซะเหลือเกิน ว่ามั๊ยคะ?
ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะปิดเทอมละค่ะ เหอๆ คือรอมานานมาก อยากให้ผ่านเทอมนี้ไปเร็วๆ
ก็เพราะว่าเทอมนี้เรียนหนักที่สุดในชีวิตละ...
ได้แต่หวังว่าคงจะเป็นเทอมแรกและเทอมสุดท้ายที่จะต้องพบกับสภาพเช่นนี้ T_T
ต้นเดือนมีนา..ก็จะต้องออกเดินทางไป ณ ดินแดนอันไกลพ้น นั่นคือ อเมริกา
ซึ่งเป็นอีกประเทศที่ใฝ่ฝันอยากจะไปสักครั้ง
ด้วยความที่ดูละครบ่อย ทำให้อยากเห็นเทพีเสรีภาพมากๆค่ะ
แต่พอถึงเวลาที่จะได้ไปจริงๆ กลับรู้สึกว่าอยากอยู่บ้าน อ่านหนังสือ ไม่อยากไปไหนซะงั้น
ประมาณว่าเหนื่อยกับการเรียนเทอมนี้ และก็... เป็นห่วงคนทางนี้ ^^
แต่คงไม่ทันละค่ะ ก็ทำเรื่องเสร็จซะทุกอย่างละ เหลือแค่ขึ้นเครื่องเดินทาง เหอๆ
การไปอเมริกาคราวนี้ คงต้องเสี่ยงซะหน่อย ก็เศรษฐกิจอเมริกาดันมามีปัญหาช่วงนี้
แต่ก็เอาเถอะ.. เราก็กะไปหาประสบการณ์มากกว่า เฮ้อ!
เอาเป็นว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เต็มที่เลยละกันค่ะ เดี๋ยวจะเอารูปมาให้ดูกัน
อีกไม่นานก็จะสอบกันแล้ว ตั้งใจอ่านหนังสือนะคะทุกคน
ขอให้มีความสุขกับชีวิตกันนะคะ ^^
October 14 การเดินทาง : The Precious Memories... ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ฉันยังคงจำภาพบรรยากาศต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้เป็นอย่างดี มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลา ได้ปรากฏขึ้นในหัวของฉันอีกครั้ง...
ไม่รู้ว่ามันเป็นความบังเอิญหรือว่าอะไร ที่ทำให้ฉันต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันและเวลาเดียวกันถึงสองครั้ง มีแค่ปีพ.ศ.และสถานที่ที่ไปเท่านั้นที่แตกต่างกัน
- 14 ตุลาคม 2546 เป็นวันที่ฉันต้องเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในตอนนั้นไปในฐานะฑูตวัฒนธรรม โดยคัดเลือกจากเด็กวัดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ไม่ต้องแปลกใจนะคะ..อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ต้องเป็นเด็กวัดเท่านั้น เพราะเป็นทุนที่วัดสนับสนุน เนื่องจากวัดที่ดิฉันสังกัดอยู่เป็นศูนย์ประสานงานด้านการศึกษาภายในชุมชนที่สนับสนุนและจัดกิจกรรมต่างๆให้กับเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยมีกองทุนของมหาวิทยาลัยนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้สนับสนุนค่ะ จะว่าง่ายๆก็คือเป็นองค์กรอิสระที่จัดกิจกรรมต่างๆให้เด็กในชุมชนได้รับโอกาสทางการศึกษานั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทางวัดจึงอยากจะให้ตัวแทนของพวกเราได้ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นการขอบคุณที่ทางมหาวิทยาลัยได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จึงได้มาเป็นจอยและนิดน้อยที่เป็นตัวแทนวัดในการไปเผยแพร่วัฒนธรรมที่ประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก เพราะนั่นคือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต แต่ก็เพื่อวัด พวกเราพร้อมลุยทุกสถานการณ์ค่ะ ^_^
การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ค่ะ แต่เนื่องด้วยพวกเราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง จึงใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 7 ชม. ถึงที่นั่นก็ประมาณ 3 ทุ่มค่ะ แต่เป็นเวลาที่ญี่ปุ่นนะคะ ซึ่งจะเร็วกว่าเมืองไทยประมาณ 2 ชม.ค่ะ 2 อาทิตย์นั้นเป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากเลย นอกจากจะได้รับประสบการณ์ที่ดีมากแล้ว เรายังได้รับมิตรภาพที่ดีมากเช่นกัน ทุกคนต้อนรับเราอย่างอบอุ่น พี่ๆที่มหาลัยทุกคนดูแลเราเป็นอย่างดี ครอบครัวบุญธรรมที่เราไปอยู่ด้วยก็น่ารักมากเลย ทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนกับเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาเลยค่ะ อีกทั้งน้องๆนักเรียนที่โรงเรียนมัธยม Seito ก็น่ารักมากเลย อ้อ มีสิ่งหนึ่งที่เราประทับใจมากคือน้องๆ ร่วมกันร้องเพลงเพลงหนึ่งให้พวกเรา ชื่อเพลง Sekai ni hitotsu dake no hana เป็นเพลงที่มีความหมายดีมากเลยค่ะ ประมาณว่า ดอกไม้ที่อยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้อะไร ทุกดอกต่างก็มีความสวยงามในแบบของตน ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง เพราะทุกดอกต่างมีคุณค่าในตัวเอง... เป็นไงคะ ความหมายได้ใจเลยทีเดียว ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ เลยทำให้นึกถึงภาพบรรยากาศต่างๆที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นทุกทีเลยค่ะ ...เอาเป็นว่าเรื่องราวที่ประเทศญี่ปุ่นเขียนไว้แค่นี้ก่อนละกัน เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมันยาวมาก และมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เล่า 3 วันยังไม่จบเลย... เหอๆ พูดเล่นนะคะ
ต่อไปก็เป็นการเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการเดินทางไปที่ประเทศอังกฤษค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง เพราะคราวนี้ไปในแบบนักท่องเที่ยวทั่วไปค่ะ ความเป็นมาในการเดินทางไปอังกฤษครั้งนี้มันค่อนข้างยาวค่ะ เอาเป็นว่าแม่อยากให้จอยไปหาพี่ค่ะ ง่ายดีมั๊ยคะ แต่จะว่าไปตอนนั้นจอยก็ไม่ค่อยอยากไปค่ะ เพราะมีเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ นึกขยันอะไรไม่ทราบ อยากเรียนอย่างเดียว ไม่อยากไปไหน แต่ก็ไม่อยากขัดใจแม่..เลยไปซะเลย หลังจากที่คุยกับแม่แล้ว ก็ต้องเตรียมเอกสารทุกอย่าง ทั้งตั๋วเครื่องบิน วีซ่า ใบรับรองต่างๆ อย่างด่วนค่ะ เพราะถ้านานไปก็จะไม่ได้ไป เพราะปิดเทอมแค่ 1 เดือน ซึ่งตอนที่เริ่มเดินเรื่องต่างๆก็ปาเข้าไปวันที่ 8 แล้วค่ะ แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เรียบร้อยดีค่ะ เฮ้อ! โล่งอก
- 14 ตุลาคม 2549 เป็นวันที่จอยต้องเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้งค่ะ คราวนี้ไปที่ประเทศอังกฤษ แต่รู้สึกว่าคราวนี้จะตื่นเต้นกว่าเดิมสิคะ เพราะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก ก็แอบกลัวนิดๆ ค่ะ แต่ก็บ่ยั่นเพราะเรามี Talking Dictionary แฮ่ๆๆ ไม่ตายแน่ๆค่ะ การเดินทางไปประเทศอังกฤษใช้เวลาประมาณ 12 ชม.ค่ะ พอดีจอยไปเที่ยวบินที่ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องค่ะ ราคาจึงแพงกว่าเที่ยวบินที่ต้องพักเครื่อง เพราะใช้เวลาน้อยกว่า 3-4 ชัวโมงค่ะ อีกทั้งแม่กลัวลูกจะไปไม่ถึงอังกฤษ เลยทุ่มทุนนิดนึง 555 จอยถึงที่อังกฤษประมาณ 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่อังกฤษนะคะ เวลาที่อังกฤษจะช้ากว่าเมืองไทยประมาณ 6 ชม.ค่ะ แต่กว่าจะออกมาได้ก็เกือบ 3 ทุ่ม เพราะต้องฝ่า Immegration ค่ะ ถามเยอะมากค่ะ ซึ่งที่นี่ค่อนข้างเข้มงวดมาก เพราะช่วงที่ไป มีข่าวลอบวางระเบิดพอดี เลยถูกซักอย่างละเอียดเลยค่ะ แต่ยังดีที่ผ่านมาได้ค่ะ เพราะคนข้างๆ เขาสัมภาษณ์ไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่ให้กลับประเทศเลยค่ะ... น่ากลัวจริง แล้วก็กว่าจะมารับกระเป๋า ตรวจกระเป๋า โห เยอะแยะเลย แอบคิดในใจ..ฉันจะได้ออกจากสนามบินนี่รึเปล่าเนี่ย แต่ในที่สุดก็ออกมาจนได้ค่ะ การเดินทางยังไม่สิ้นสุดค่ะ เพราะว่าจะต้องเดินทางจากสนามบินไปที่บ้านอีก ซึ่งต้องนั่งรถไฟใต้ดินประมาณ 1 ชม.ค่ะ สภาพรถไฟของเขาเก่าได้ใจจริงๆค่ะ อับนิดหน่อย แต่ในที่สุดก็มาถึงบ้านจนได้ค่ะ อ้อ ลืมบอกไป ใครที่จะไปอังกฤษ ไม่จำเป็นก็อย่าเอาของไปเยอะนะคะ เพราะที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ค่อยมีบรรไดเลื่อนค่ะ
ช่วงที่อยู่อังกฤษ รู้สึกเหมือนกับอยู่ในฝันตลอดเวลาค่ะ ไม่ใช่ว่าเกิดอารมณ์สุนทรีย์อะไรหรอกนะคะ แต่เนื่องด้วยเกิดอาการ Jet lag คือเมาเครื่องและอ่อนเพลียเกือบอาทิตย์ค่ะ ก็เวลาเล่นต่างกันเกือบ 6 ชม. มึนทั้งวันเลยค่ะ แต่ก็รู้สึกชอบที่นี่มากนะคะเพราะเหมือนว่าตัวเองได้ไปประเทศอินเดียด้วยค่ะ เหอๆ ...ที่ london มีคนอินเดียเยอะมากเลยค่ะ มองไปทางไหนก็มีแต่แขก ซึ่งอันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม แต่คนอังกฤษแท้ๆจะอยู่นอกเมืองค่ะ เพราะอากาศจะดีต่างกันมาก ในเมืองนี่เป็นอะไรที่มลพิษสุดๆ จอยว่าอากาศที่ London แย่กว่ากรุงเทพซะอีกนะคะ แต่ถ้าออกไปนอกเมืองแล้วก็ เป็นอะไรที่สุดๆของสุดๆเลยค่ะ โดยเฉพาะที่เมืองกรีนิช อากาศสะอาดมาก หายใจได้แบบเต็มที่เลยค่ะ
การไปอังกฤษครั้งนี้ถือเป็นการไปเที่ยวอย่างแท้จริงเลยค่ะ เพราะว่าจอยออกบ้านทุกวันเลย แต่การเดินทางของเราส่วนใหญ่จะเป็นการเดินค่ะ เพราะค่ารถแพงมาก แต่ก็ยังดีนะคะที่รถเมล์ที่อังกฤษจะเป็นแบบนั่งกี่เที่ยวก็ได้ตามใจเรา แต่ต้องนั่งตามโซนที่เราซื้อบัตรค่ะ ถ้าเราซื้อบัตรอีกโซนแล้วเราไปนั่งรถโซนอื่นๆ ก็จะต้องเพิ่มเงินครั้งละ 50 pence หรือประมาณ 35 บาทค่ะ ส่วนเรื่องอาหารการกิน เราก็จะห่อข้าวและน้ำออกมาจากบ้าน ไปนั่งกินตามสวนสาธารณะค่ะ เพราะของกินที่อังกฤษแพงมาก เชื่อรึเปล่าว่าราคาแพงกว่ากระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา หรือของใช้ซะอีกค่ะ เลยทำให้เราต้องประหยัดกันสุดชีวิต แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยค่ะ...
การมาอังกฤษครั้งนี้คงจะต้องจดจำไปอีกนานเลยค่ะ เพราะนอกจากการเที่ยวที่แสนจะทรหดแล้ว จอยยังได้มีโอกาสไปรับจ๊อบทำงานเพื่อแลกข้าวด้วยค่ะ ฟังดูน่าสงสารมั๊ยคะ แต่ตามจริงแล้วก็คือเพื่อนของพี่สาวทำงานเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทยค่ะ แล้วพี่เขาชวนไปกินข้าวที่ร้าน แต่ด้วยความเกรงใจพวกเราเลยไปช่วยพี่เขาทำงานด้วยการล้างถ้วยค่ะ แต่สงสัยคนจะเยอะมาก เลยเหนื่อยมากค่ะ ก็เล่นล้างตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน ทำทุกอย่างเลยค่ะ ล้างถ้วย ล้างหม้อ ล้างกะทะ หั่นผัก ทำความสะอาดครัว ที่ต้องทำเต็มที่ ก็ด้วยความเกรงใจค่ะ เพราะอาหารแต่ละอย่างที่พี่เขาทำให้กินก็นะ สุดแสนจะไฮและก็อร่อยมากค่ะ เช่น Steak, Fish & Ship, ไก่งวงอบ, ต้มยำกุ้ง อะไรประมาณนี้ค่ะ ดูมันหรูหราสำหรับเด็กล้างจานนะคะ 555 เท่านี้ยังไม่พอ เจ้าของร้านก็ใจดีซะเหลือเกินค่ะ เนื่องด้วยเรามาช่วยงานหลายวัน ก็ทำงานหนักอย่างนี้ 3 วันค่ะ อาเฮียเลยให้ค่าตอบแทนมา 50 Pound คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3500 บาท โห เงินค่าแรงงานก้อนแรกในชีวิต เยอะจริงๆค่ะ เป็นอะไรที่ประทับใจจริงๆค่ะ ไม่ใช่ว่าได้เงินเยอะนะคะ เหอๆ แต่จะว่าไปแล้วจอยคงหาโอกาสทำอย่างนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยได้ค่ะ เป็นความทรงจำที่ดีจริงๆค่ะ
เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเดินทางของดิฉัน มันเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ทำให้ดิฉันอยากจะค้นหาคำตอบสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ต่อไป ดิฉันคิดว่า ถ้าเรากำลังหาคำตอบอะไรบางอย่างให้กับตัวเอง ลองออกไปสัมผัสโลกภายนอกดู แล้วเราจะรู้ว่า ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าค้นหา
การเดินทางของแต่ละคนต่างก็มีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันนั่นคือความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง รูปแบบหรือวิถีทางที่แต่ละคนเลือกที่จะเดินไปนั้น ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าใครจะถึงจุดหมายก่อนกัน แต่การที่เราได้เลือกและตัดสินใจที่จะไปในเส้นทางนั้นๆ ย่อมทำให้การเดินทางของเราเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำมากที่สุด ในการเดินทาง เราไม่อาจทราบได้ว่าเราจะเจออะไรระหว่างทาง หรือการเดินทางครั้งนี้มันจะจบลงเมื่อไร ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางคือการเตรียมความพร้อมและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่นี้การเดินทางก็จะเป็นเรื่องที่น่าสนุก ตื่นเต้น และท้าทายในแบบเราเอง...
|
...::: ( ^ - ^ ) :::...Because our blood and spirit never been change. Thanks for visiting! Nice to meet you (^-^) ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมนะคะ อย่าลืมทักทายกันบ้างนะ
|
|||||||
|
|