Js♥'s profile...::: ( ^ - ^ ) :::...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 14 Come Backนานมากเลยที่ห่างหายไปจากบ้านหลังนี้
ยังคงจำได้เลยว่าแต่ก่อนเข้ามาบ่อยมาก แทบจะทุกวัน
เพราะอะไรเหรอคะ.. อืม มาอ่าน Horo ฮ่าๆๆๆ
ประมาณว่าขอรู้อนาคตตัวเอง จะได้วางแผนถูก ก้าวขาไหนดี ว่างั้น เหอๆ
- แล้วทำไมถึงได้ห่างหายไป
ก็เนื่องด้วยหลายสาเหตุ แต่เอาเป็นว่ากลับมาละ ไม่ต้องพูดเยอะ เข้าใจตรงกันแค่นี้พอ ^^
- แล้วกลับมาทำไม
เออ ถามกวนตีนนะ ฮ่าๆๆๆ ถามเอง ตอบเอง ก็แบบว่าจะมาเขียนอะไรดีๆให้อ่านกันเหมือนเดิม
พอได้มาอ่านเรื่องราวที่ตัวเองเคยเขียนไว้ โอ้โห เจ้าปรัชญาเหมือนกันนะเนี่ย
แต่น่าเสียดายที่บางเจอร์นัลก็ลบไปแล้ว ยังจำได้เลย เรื่องบันทึกความทรงจำที่ภูกระดึง
อ่านแล้วยังน้ำตาคลอเบ้า ฮ่าๆๆๆ ไม่ขนาดนั้น แต่มันทำให้นึกถึงภาพความทรงจำดีๆที่ยากจะลืม
พูดไปก็เริ่มมันปากอยากเม้าแล้ว แต่ตอนนี้ตีสาม เหอๆ ดึกมากละ
แต่ทุกครั้งอารมณ์ศิลปินมักจะออกช่วงนี้ทุกทีค่ะ เคยเขียนบางเจอนัลตอนเที่ยงคืนจนถึงเช้าอ่ะ
เออ ถึกเนอะ ถึกมาก แต่พอกลับมาอ่านมันก็ขำตัวเองทุกที ว่าเออนะ เคยเป็นอย่างไร ในช่วงเวลานั้นๆ
ส่วนตอนนี้นะเหรอ อืม ว่าไงดี มีความสุขนะ มันก็เศร้าบ้างแหละ กับหลายๆเรื่อง
แต่ทุกเรื่องก็ได้สอนให้เราได้เข้าใจอะไรต่างๆมากขึ้น
โดยเฉพาะความรัก โอ้วโห มีกับเขาด้วยเหรอเนี่ย
แหม มันก็นะ มีบ้างสิ สวยขนาดนี้ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะได้กลายเป็นความทรงจำไปแล้วก็ตาม
แต่มิตรภาพก็ยังคงอยู่ และตอนนี้มันก็มากขึ้นซะด้วยซ้ำ เพราะมันเหมือนกับการที่เราได้รักโดยไม่หวังการตอบแทนอย่างแท้จริง
มันกลับรู้สึกว่า เราอยากทำอะไรให้คนที่เรารักมีความสุขที่สุด ไม่ว่า ณ เวลานี้เราจะเป็นอะไรกันก็ตาม
อืม น้ำเน่าโดยแท้ แต่เชื่อมั๊ยว่ามันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ..จะว่าไป ฉันก็นางเอกนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ซะงั้นเลย
พูดไป หัวเราะไป อย่าหาว่าบ้านะ ก็บ้าจริงๆค่ะ บ้าไปซะทุกเรื่อง จนเป็นแบบนี้แหละ แบบจอยๆอ่ะ เหอๆ
เอาละ เกริ่นเรียกน้ำย่อยมามากแล้ว ไปนอนดีกว่า
อ่า ซะงั้น กะจะเขียน แต่วันนี้มีอารมณ์แค่นี้ ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหัวข้อในการเขียนอะไรดี
ซึ่งจะว่าไปมันก็มีนะคะ การเมืองชัดๆนี่แหละ ช่วงนี้บ้านเมืองวุ่นวายมากเนอะ แต่ไม่ขอพูดพถึงละกัน เพราะเป็นคน sensitive เรื่องบ้านเมืองมากค่ะ
พูดทีไรน้ำตาจะไหล เอ๊ะรึว่าชาติก่อนเราเคยเป็นคนในหมู่บ้านบางระจันวะเนี่ย โคตรรักชาติเลย และก็เกลียดไอ้พวกที่มันทำลายชาติบ้านเมืองด้วย
คิดว่าเป็นการรักษาประเทศ แต่การกระทำอย่างนี้ มันไม่ต่างจากโจรที่ปล้นแผ่นดินหรอก
อืม ชักจะหนักละ พอดีกว่า ถ้าออกความเห็นหรือคุยประเด็นนี้เมื่อไหร่นะ ตายเป็นตายวะ
แล้วเราก็ไม่กลัวซะด้วย เพราะเรามีสิทธิ อ้อ แต่ที่สำคัญเราไม่เคยลืมหน้าที่
แม่เจ้า คนสมัยนี้มันเรียกร้องสิทธิกันซะเหลือเกิน สิทธิเป็นญาติฝ่ายไหนอ่ะ เรียกอยู่นั่น
คือถ้าเรียกในแบบที่พอดี เหมาะสมก็ไม่ว่าหรอกค่ะ
แต่มันตรงกันข้ามสิ เรียกร้องอย่างนั้น อยากได้อย่างนี้ แต่มันไม่คิดจะทำอะไร ไม่คิดจะช่วยชาติเลย ไอ้พวกเห็นแก่ตัว ก็มีแต่เกาะชาติกิน
เอาละ น้ำโหขึ้นอีกรอบ พอๆๆๆๆ ไม่ไหวๆๆๆๆ เดือดๆๆๆ
เอาเป็นว่าไว้มีโอกาสจะมาเล่าเรื่องที่อยากเล่าละกัน
อ้อ หรือถ้าอยากให้เล่าเรื่องอะไรก็ฝากคอมเม้นต์มาได้นะคะ เดี๋ยวบรรยายธรรมะภาคพิเศษให้เลย เหอๆ
ไม่ต้องห่วง เราค่อนข้างมองเป็นกลางในทุกเรื่อง ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด ไม่มีเคือง อะไรตามนั้น
และก็ขอบคุณมากสำหรับเพื่อนๆที่เข้ามาเม้น และก็ฝากคอมเม้นอยากเป็นเพื่อนกับเรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง เหอๆ ท่าทางฉันจะดวงสมพงษ์กับคนต่างชาติ
ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตามเหอะ สักครู่นะ เดี๋ยวเพื่อนๆอ่านไม่ออก
Hello my new friends, thanks for your comment in my space. I'm sorry if I call you back late. I have just check my space, so I will accept you in my list as soon as I can.
Miss everybody and nice to meet you ^__^
ก็ถือโอกาสนี้บอกให้ทราบโดยทั่วกัน ว่า.. Joy will come back เหอๆ ฟังแล้วดูดีเนอะ ยังกับหนังอะไรประมาณนั้น
อ้อ หรือถ้าไงก็สามารถไปฝากเม้นที่ hi5 ได้นะคะ จอยจะพยายามไปเช็คละกัน
แบบว่าพักหลังคนเล่นเยอะ แล้วก็คนแปลกหน้าก็เยอะ เราไม่รู้จัก แต่ก็ต้องรับแอดไป เพราะถ้าไม่รับ กลัวเขาเสียใจ พั่นนะ ว่าไปนั่น เหอๆ
แต่ก็นะ ใจเขาใจเรา เขาอยากเป็นเพื่อนเราก็ดีค่ะ
เราก็คงเข้ามาบ้าง ไม่ใช่ว่าจะบ่อยถึงขั้นสองวิตอบกลับนะคะ และก็ไม่ได้นานถึงขนาดที่ปลูกต้นมะม่วงแล้วลูกเต็มต้น อย่างนั้นก็ไม่ใช่
แต่จะพยายามเข้ามาเรื่อยๆละกัน เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราว เรื่องเราอะไรประมาณนั้น
ช่วงนี้ต้องขยันหนักกว่าเดิมหลายเท่า เพราะจะจบแล้ว แต่ก่อนจบ เราต้องไปสมัครเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ก็เมกา
มหาลัยที่อยากเข้าก็โอย เทพทั้งนั้น แต่ก็นะ ลองสักตั้ง ไม่ได้ก็ต้องได้ละวะคราวนี้ ฮ่าๆๆๆๆๆ
แล้วยังจะมาเขียนเจอนัลอีก ก็นะคะ แบบว่าการทำอะไรที่สบายใจ ทำในสิ่งที่รัก ควบคู่ไปกับภาระงานอันหนักอึ้ง จะทำให้เรามีกำลังใจ
เหอๆ เคล็ดลับนะเนี่ย จะได้อารมณ์ดีตลอดเวลา ทำงานก็จะไม่เครียดจนเกินไป
อ่าๆๆๆ ดึกมากแล้วตีสามกว่า เหอๆ ไปนอนละ แนะนำตัวยาวซะจนน้ำลายไหลยืด เหอๆ ไว้เจอกันในบันทึกครั้งต่อไปนะคะ ^^
โชคดีค่ะทุกคน..
June 24 วันนี้ วันดี.... เหรอ ( T__T ) 555+
“นี่มันวันอะไรวะ ทำไมถึงได้เกิดเรื่องราวมากมายขนาดนี้” ดิฉันเชื่อมั่นว่าหลายๆคนคงจะเคยได้ยินคำพูดนี้ ไม่ว่าจะมาจากละครหรือเป็นชีวิตจริงของใครก็ตาม ซึ่งถ้าเราได้มีโอกาสสังเกตสีหน้า ท่าทางของคนๆนั้นด้วยแล้ว เราจะพบว่ามันดูไม่แตกต่างกับคนที่ไม่ได้เข้าส้วมมา 1 สัปดาห์เลยทีเดียว
ใครที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ อาจจะไม่เข้าใจอารมณ์ของคนที่พูดประโยคนี้ออกมาเท่าไหร่นัก และฉันก็เป็นอีกคนที่เคยสงสัยว่าชีวิตของเรามันจะสามารถเกิดเหตุการณ์สที่โชคดีได้พร้อมๆกันอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ จนในที่สุดคำถามที่ฉันเคยสงสัย มันก็ได้กระจ่างทันที และมันก็คงอยู่ในความทรงจำของฉันไปอีกนาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ 24 มิ.ย. ซึ่งก็ดูไม่แตกต่างจากทุกๆวัน ฉันยังคงใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมๆ... ตื่นนอน อาบน้ำ ไปโรงเรียน เช้าวันนี้ก็ยังเหมือนกับเช้าของทุกวันที่ฉันต้องให้พี่วิน(มอไซค์รับจ้าง) ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้า เนื่องจากแผลที่เข่ายังไม่หายดีนัก ซึ่งเกิดจากความซุ่มซ่ามของตัวเอง ที่ไปเดินจับกบแถวสยาม เลยทำให้ฉันเดินไม่สะดวกเท่าไหร่นัก
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความประทับใจของฉันที่มีต่อพี่วินก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง พี่วินยังคงรักษามาตรฐานการบริการได้เป็นอย่างดี ไม่เคยขาดตกบกพร่อง สมแล้วที่พวกเราทุกคนได้ให้ความไว้วางใจ จะฝนตกหรือแดดออก พี่วินก็ไม่เคยทิ้งพวกเราให้เดียวดาย รับส่งพวกเราอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เสมอต้นเสมอปลาย การส่งพวกเราให้ถึงจุดหมายปลายทาง ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการให้บริการ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อเท่าไรก็ตาม พี่วินก็ยอม พร้อมจะเสียสละ แต่พี่วินคะ เคยถามความรู้สึกของจอยบ้างมั๊ย ว่าสิ่งที่พี่ทำอยู่ มันทำให้จอยกลัวตายแค่ไหน แซงซ้าย หักขวา ปาดหน้า ยกล้อหลัง ดูจะเป็นเรื่องปกติที่จอยพบเจอทุกครั้งไปซะแล้ว เพียงแต่ช่วงหลังมานี้ พี่วินจะทำให้จอยตื่นเต้นมากขึ้นด้วยการ ขับเบียดพี่เมล์นะคะ “ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ แต่มันคือโคตรใกล้ ยิ่งเธอขับช่วงที่รถติด ยิ่งไม่มีสิทธิ์จะบอกไป” เหอๆ แต่ก็นะ จะให้ทำอย่างไรได้ ในทุกๆวันที่จอยต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ มีสิ่งๆหนึ่งที่ทำให้จอยและพี่วินไม่ทอดทิ้งกัน นั่นก็คือ... ความไว้ใจ เมื่อเราตัดสินใจที่จะร่วมเดินทางและฝากชีวิตไว้กับใครสักคน เราก็ควรจะให้เกียรติและเชื่อมั่นในตัวเขา ไม่เช่นนั้นเราก็คงไปด้วยกันไม่ได้ ฉันจึงต้องเชื่อใจพี่วิน รักพี่วินมากนะคะ (ช่วยรักษาชีวิตของจอยด้วย T_T) ในขณะที่พี่วินปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ดิฉันก็ไม่ละหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติในทุกๆเช้าเช่นเดียวกัน การตั้งสติ ทำสมาธิ สวดมนต์ ภาวนาระลึกความตาย ได้กลายเป็นเรื่องปกติของดิฉันไปแล้ว บทสวดมนต์ทุกบท จะถูกอาราธนามา เพื่อคุ้มครองลูกน้อยนี้ให้ปลอดภัย มันทำให้ดิฉันมีสติระลึกรู้ตัว มีสมาธิตั้งมั่นจดจ่อ และมีปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา พี่วินสอนให้ฉันรู้ว่า ชีวิตเป็นของมีค่า ถือเป็นบุคคลที่ประเสริฐโดยแท้...สาธุ เหอๆ
แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลังจากที่ดิฉันสามารถมีชีวิตรอดจากการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อพิสูจน์รักแท้ของฉันกับพี่วินมาได้ ดิฉันกลับรู้สึกว่าวันนี้มันดูแปลกๆชอบกล แต่ก็คงไม่มีอะไรหรอก(มั๊ง) หึๆ แต่นั่นคือสัญญาณเตือนอันตรายบางอย่างจากจิตใต้สำนึกของดิฉัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปจะเป็นอย่างไร
หลังจากที่รถไฟฟ้าได้เดินทางมาถึงสถานีสยาม ผู้คนจำนวนมากต่างก็กรูกันออกจากรถไฟฟ้า ในขณะเดียวกันผู้โดยสารที่อยู่ภายนอกขบวนก็พยายามที่จะเบียดเสียดเข้ามาใน มันจึงทำให้การเดินออกจากรถเป็นไปอย่างทุลักทุเล ชีวิตในเมืองดูเป็นอะไรที่วุ่นวายที่สุด ผู้คนแย่งชิง เห็นแก่ตัว ต่างฝ่ายต่างก็หาประโยชน์ให้ตน นี่ขนาดคนแก่ยืนอยู่ในรถไฟฟ้า ผู้ชายบางคนยังไม่ลุกให้นั่ง โหย ทำไมสังคมมันถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ มันเป็นสังคมที่ดูเลวร้ายขึ้นทุกวัน แต่เราก็คงต้องอดทนและต้อง... โครม ! ...ยังไม่ทันที่ฉันจะได้นึกถึงภาพสังคมที่สงบสุขเลย แต่ฉันก็ต้องมากลิ้งตกบันไดอีกครั้ง “ อีกแล้วตู ..ตกบันไดอีกแล้ว เหอๆ น่าอายที่สุด “ ด้วยความที่เรามัวแต่เหม่อลอย คิดพิจารณาสภาพสังคมปัจจุบันที่แสนวุ่นวาย เหอๆ แล้วเป็นไงหล่ะ บทสรุป...
ยัง มันยังไม่จบ เมื่อฉันเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้า เพื่อมาขึ้นรถเมล์ โอ้ เป็นอะไรที่โชคดีขนาดนี้ รถเมล์มาพอดีเลย ด้วยความที่คราวนี้ตั้งสติแรงไปหน่อย กะว่าไม่ล้มแน่ๆ แต่ก็เจ้ากรรม ส้นรองเท้าดันไปติดในช่องถนน เหอๆ ทำไงหล่ะคราวนี้ ก็ต้องถอดแล้วเอามือดึงขึ้นมาค่ะ ยังไม่พอค่ะ ด้วยความที่จะขึ้นให้ได้ มือเราก็ได้ไปเกาะราวประตูเรียบร้อยแล้ว แต่แม่เจ้า คนขับรถมองไม่เห็นช้าน.... ไม่นะ! มือฉันเกาะประตูเรียบร้อยแล้ว เหอๆ นึกสภาพดูสิคะ ว่ามันน่า....ขนาดไหน ไอ้เราก็พยายามตะเกียกตะกายที่จะขึ้นรถเมล์ให้ได้ แล้วไหนรถเมล์ก็ยังจะเคลื่อนออกไป อีกทั้งประตูก็จะหนีบแหล่ ไม่หนีบแหล่อยู่แล้ว .... โอ๊ย ชีวิตช้านนนนนน >0< เฮ้อ ก็ยังดีค่ะที่มีชีวิตรอดมาถึงมหาลัยได้ (-_-!)
หลังจากที่ได้เจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ เราก็เริ่มคิดละว่า วันนี้จะเรียนดีมั๊ย เพราะว่าถ้าเข้าไป แล้วยังโดนอาจารย์ด่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก เหอๆ นึกไม่ออกแล้ว จะเอาไงกับชีวิตดี.... กำหนักเลย เอิ๊กๆๆๆ เราเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อน ว่าจะเอาไงดี แต่เพื่อนรักก็พยายามให้เราไปเรียน และคุยกันไว้ว่าถ้าเลิกเรียน จะไปทำบุญด้วยกัน เพราะเพื่อนก็เพิ่งโดนต่อต่อยหัวมาเมื่อวานเหมือนกัน เหอๆ ตลกดีนะคะ มันดันมาเกิดอะไรอย่างนี้พร้อมๆกัน สงสัยชาติก่อน คงไปทำอะไรไม่ดีๆร่วมกันไว้ แหะๆ แต่พอเมื่อเดินมาถึงห้องเรียน ปรากฏว่าวันนี้งด class.... อึ้งไปเลยครับพี่น้อง โอ้วแม่เจ้า ทำไมอาจารย์ไม่บอกหนูเลย ปล่อยให้หนูต้องตื่นเช้า เสี่ยงตายรีบมามหาลัย และก็ได้รับอุบัติเหตุต่างๆนานา ให้ตูมาเพื่ออออ...? เอาวะ จะได้ไปทำบุญ เพื่อไม่ให้มีเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรต่างๆไปมากกว่านี้ พวกเราจึงรีบเดินทางไปวัดหัวลำโพงซึ่งอยู่ใกล้ๆกับมหาลัยทันที เราไปไหว้พระ และบริจาคโลงศพ ....สาธุ ขอให้หนูแคล้วคลาดด้วยเถิด เหอๆ
หลังจากที่ทำบุญเสร็จ จอยเลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า เพราะมันอาจเกิดเหตุการณ์อะไรอีก ซึ่งตอนนี้ไม่อยากจะคิดแล้ว แต่มันก็เกิดขึ้นอีกจนได้
“ประกาศ! วันนี้คอนโดจะทำการปิดระบบไฟทั้งตึก เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้” เหอๆ ทำไมไม่แจ้งตูให้รู้ก่อนสักวันสองวันคะ ทำไมมันต้องมาเป็นวันนี้ด้วย.... ไม่ไหวแล้วโว้ย เหอๆๆ >0< เอาน่า... แล้วมันจะดีขึ้นเอง ในทุกครั้งที่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ที่ทำให้ฉันไม่สบายใจ จิตใต้สำนึกในส่วนดีของจอยจะปฏิบัติหน้าที่ในทันที เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้จอยเกิดอาการคลุ้มคลั่ง อาละวาด หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่สังคมได้ จอยเลยยังพอมีสติ เอาวะ มันก็แค่ 9 ชั้นเอง ด้วยความถึกบวกกับความพยายาม การเดินขึ้นบันได 9 ชั้น มันไม่เป็นไรหรอก ถือเป็นอะไรที่เบๆ ....ฮือๆๆๆๆๆๆๆ (Y__Y) และในที่สุด ก็เดินทางมาถึงห้องซะทีค่ะ หลังจากที่ได้ผ่านเรื่องราวมากมายที่จอยจะไม่มีวันลืม และคงลืมไม่ลง เหอๆ วันนี้จึงถือเป็นวันที่พิเศษสำหรับจอยเลยทีเดียว เพราะมันคงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในชีวิตของเรา จอยเลยถือเอาวันนี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะถือศีลอย่างจริงจังอีกครั้งได้แล้วค่ะ เหอๆ เพราะชีวิตนี่มันไม่แน่นอนจริงๆ จะตายวันตายพรุ่ง ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ขอให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทนะคะ ทำให้เต็มที่และดีที่สุด ทั้งต่อตนเอง และคนที่เรารัก ขอให้ทุกคนโชคดีละกันนะคะ เหอๆ สู้ๆค่า ^___^
May 31 กลับมาแล้วค่านาน น๊าน นาน มากแล้วที่ห่างจากบ้านหลังนี้นะคะ
มีอะไรหลายอย่างที่อยากจะเล่าค่ะ
แต่อยากบอกว่า... นึกไม่ออก แหะๆ
คือมันเยอะมาก ซะจนไม่รู้จะเล่าอันไหนก่อนดีอ่ะค่ะ
แต่ยังไงก็จะเล่าแน่ๆ ยังไงก็คอยติดตามกันนะคะ (พูดยังกับละครเนอะ)
เกิดเรื่องราวมากมายตลอดช่วงปิดเทอมนี้ค่ะ
เอาไว้จะมาเล่าละกันค่ะ
เนื่องด้วยตอนนี้จอยยังไม่มีอารมณ์จะเขียนค่ะ
ต้อง Built ก่อน ไม่งั้นมันก็ไม่ต่างจากเรียงความ แหะๆ ว่ามั๊ยคะ
งานเขียนที่ดี มันจะต้องออกมาจากใจ ถ่ายทอดพร้อมๆกับส่วนลึกของอารมณ์ที่ถูกกลั่นกรองออกมา แหะๆ ...ว่าไปนั่น
แต่รู้สึกว่าตอนนี้ จอยชักจะเขียนยาวเกินไปละค่ะ เหอๆ
ก็แบบว่าขอมารายงานตัวนิดส์นึง ว่าไม่ได้หายไปไหนค่ะ
เอาโน๊ตบุ๊คไปซ่อม เลยมิมีอุปกรณ์ในการเขียนสเปซค่ะ
อีกทั้งไปโลก hi5 นานไปหน่อย...
พอดีไม่เคยเล่นอ่ะค่ะ แต่พอได้เล่น ก็ติดลมเลย เหอๆ
แต่หลังจากนี้จะมาส่งข่าวสารข้อมูลให้พ่อแม่พี่น้องได้ทราบทั่วกันจากสเปซละกันนะคะ
อัน hi5 เป็นที่สาธารณะ ไม่เหมาะกับการเขียนระบายอะไรสักเท่าไหร่
ณ พื้นที่สเปซแห่งนี้ ดูจะเหมาะสมที่สุดแล้ว กับการเขียนตำราพิชัย 555 ว่าไปนั่น
ยังไงก็คอยติดตามชมละกันนะคะ... แล้วเจอกันเจ้าค่า ( ^0^ )
อ้อ เพิ่มเติมค่ะ ...มิทราบว่าเกิดอันใดขึ้น ณ เวลานี้ จอยไม่สามารถอัพรูปได้ เหอๆ
เอาเป็นว่า ถ้าอยากเห็นรูป ก็สามารถเข้าไปได้ที่ http://watashiwajoydes.hi5.com นะคะ
แต่จะว่าไป ใน hi5 จอยก็คงใส่รูปเยอะมากไม่ได้ค่ะ
เดี๋ยวจะโดนด่าซะมากกว่า เหอๆ
รู้สึกมันจะเริ่มยาวเกินไปละ คราวนี้คงไปจริงๆละนะคะ แหะๆ
แล้วเจอกันค่า อิอิ
January 29 เรื่อยๆมาเรียงๆ รู้สึกว่าจะห่างหายกับการอัพสเปซไปนานนนนนนนนนนนนนน.....มากส์
ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะ
แต่เนื่องด้วยภารกิจอันมหาศาล ทำให้ไม่มีเวลาเข้ามาอัพซะที
จะว่าไป..ก็เข้ามาทุกวันค่ะ เอ่อ! มาอ่าน Horoscope อิอิ ^^
พอมามองดูปฏิทิน เผลอแป๊บเดียวจะหมดเดือนอีกแระ
เวลานี่ผ่านไปเร็วซะเหลือเกิน ว่ามั๊ยคะ?
ซึ่งอีกไม่กี่วันก็จะปิดเทอมละค่ะ เหอๆ คือรอมานานมาก อยากให้ผ่านเทอมนี้ไปเร็วๆ
ก็เพราะว่าเทอมนี้เรียนหนักที่สุดในชีวิตละ...
ได้แต่หวังว่าคงจะเป็นเทอมแรกและเทอมสุดท้ายที่จะต้องพบกับสภาพเช่นนี้ T_T
ต้นเดือนมีนา..ก็จะต้องออกเดินทางไป ณ ดินแดนอันไกลพ้น นั่นคือ อเมริกา
ซึ่งเป็นอีกประเทศที่ใฝ่ฝันอยากจะไปสักครั้ง
ด้วยความที่ดูละครบ่อย ทำให้อยากเห็นเทพีเสรีภาพมากๆค่ะ
แต่พอถึงเวลาที่จะได้ไปจริงๆ กลับรู้สึกว่าอยากอยู่บ้าน อ่านหนังสือ ไม่อยากไปไหนซะงั้น
ประมาณว่าเหนื่อยกับการเรียนเทอมนี้ และก็... เป็นห่วงคนทางนี้ ^^
แต่คงไม่ทันละค่ะ ก็ทำเรื่องเสร็จซะทุกอย่างละ เหลือแค่ขึ้นเครื่องเดินทาง เหอๆ
การไปอเมริกาคราวนี้ คงต้องเสี่ยงซะหน่อย ก็เศรษฐกิจอเมริกาดันมามีปัญหาช่วงนี้
แต่ก็เอาเถอะ.. เราก็กะไปหาประสบการณ์มากกว่า เฮ้อ!
เอาเป็นว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เต็มที่เลยละกันค่ะ เดี๋ยวจะเอารูปมาให้ดูกัน
อีกไม่นานก็จะสอบกันแล้ว ตั้งใจอ่านหนังสือนะคะทุกคน
ขอให้มีความสุขกับชีวิตกันนะคะ ^^
October 14 การเดินทาง : The Precious Memories... ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ฉันยังคงจำภาพบรรยากาศต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้เป็นอย่างดี มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลา ได้ปรากฏขึ้นในหัวของฉันอีกครั้ง...
ไม่รู้ว่ามันเป็นความบังเอิญหรือว่าอะไร ที่ทำให้ฉันต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันและเวลาเดียวกันถึงสองครั้ง มีแค่ปีพ.ศ.และสถานที่ที่ไปเท่านั้นที่แตกต่างกัน
- 14 ตุลาคม 2546 เป็นวันที่ฉันต้องเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในตอนนั้นไปในฐานะฑูตวัฒนธรรม โดยคัดเลือกจากเด็กวัดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ไม่ต้องแปลกใจนะคะ..อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ต้องเป็นเด็กวัดเท่านั้น เพราะเป็นทุนที่วัดสนับสนุน เนื่องจากวัดที่ดิฉันสังกัดอยู่เป็นศูนย์ประสานงานด้านการศึกษาภายในชุมชนที่สนับสนุนและจัดกิจกรรมต่างๆให้กับเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยมีกองทุนของมหาวิทยาลัยนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้สนับสนุนค่ะ จะว่าง่ายๆก็คือเป็นองค์กรอิสระที่จัดกิจกรรมต่างๆให้เด็กในชุมชนได้รับโอกาสทางการศึกษานั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทางวัดจึงอยากจะให้ตัวแทนของพวกเราได้ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นการขอบคุณที่ทางมหาวิทยาลัยได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จึงได้มาเป็นจอยและนิดน้อยที่เป็นตัวแทนวัดในการไปเผยแพร่วัฒนธรรมที่ประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก เพราะนั่นคือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต แต่ก็เพื่อวัด พวกเราพร้อมลุยทุกสถานการณ์ค่ะ ^_^
การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ค่ะ แต่เนื่องด้วยพวกเราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง จึงใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 7 ชม. ถึงที่นั่นก็ประมาณ 3 ทุ่มค่ะ แต่เป็นเวลาที่ญี่ปุ่นนะคะ ซึ่งจะเร็วกว่าเมืองไทยประมาณ 2 ชม.ค่ะ 2 อาทิตย์นั้นเป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากเลย นอกจากจะได้รับประสบการณ์ที่ดีมากแล้ว เรายังได้รับมิตรภาพที่ดีมากเช่นกัน ทุกคนต้อนรับเราอย่างอบอุ่น พี่ๆที่มหาลัยทุกคนดูแลเราเป็นอย่างดี ครอบครัวบุญธรรมที่เราไปอยู่ด้วยก็น่ารักมากเลย ทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนกับเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขาเลยค่ะ อีกทั้งน้องๆนักเรียนที่โรงเรียนมัธยม Seito ก็น่ารักมากเลย อ้อ มีสิ่งหนึ่งที่เราประทับใจมากคือน้องๆ ร่วมกันร้องเพลงเพลงหนึ่งให้พวกเรา ชื่อเพลง Sekai ni hitotsu dake no hana เป็นเพลงที่มีความหมายดีมากเลยค่ะ ประมาณว่า ดอกไม้ที่อยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้อะไร ทุกดอกต่างก็มีความสวยงามในแบบของตน ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง เพราะทุกดอกต่างมีคุณค่าในตัวเอง... เป็นไงคะ ความหมายได้ใจเลยทีเดียว ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ เลยทำให้นึกถึงภาพบรรยากาศต่างๆที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นทุกทีเลยค่ะ ...เอาเป็นว่าเรื่องราวที่ประเทศญี่ปุ่นเขียนไว้แค่นี้ก่อนละกัน เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมันยาวมาก และมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เล่า 3 วันยังไม่จบเลย... เหอๆ พูดเล่นนะคะ
ต่อไปก็เป็นการเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการเดินทางไปที่ประเทศอังกฤษค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง เพราะคราวนี้ไปในแบบนักท่องเที่ยวทั่วไปค่ะ ความเป็นมาในการเดินทางไปอังกฤษครั้งนี้มันค่อนข้างยาวค่ะ เอาเป็นว่าแม่อยากให้จอยไปหาพี่ค่ะ ง่ายดีมั๊ยคะ แต่จะว่าไปตอนนั้นจอยก็ไม่ค่อยอยากไปค่ะ เพราะมีเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ นึกขยันอะไรไม่ทราบ อยากเรียนอย่างเดียว ไม่อยากไปไหน แต่ก็ไม่อยากขัดใจแม่..เลยไปซะเลย หลังจากที่คุยกับแม่แล้ว ก็ต้องเตรียมเอกสารทุกอย่าง ทั้งตั๋วเครื่องบิน วีซ่า ใบรับรองต่างๆ อย่างด่วนค่ะ เพราะถ้านานไปก็จะไม่ได้ไป เพราะปิดเทอมแค่ 1 เดือน ซึ่งตอนที่เริ่มเดินเรื่องต่างๆก็ปาเข้าไปวันที่ 8 แล้วค่ะ แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เรียบร้อยดีค่ะ เฮ้อ! โล่งอก
- 14 ตุลาคม 2549 เป็นวันที่จอยต้องเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้งค่ะ คราวนี้ไปที่ประเทศอังกฤษ แต่รู้สึกว่าคราวนี้จะตื่นเต้นกว่าเดิมสิคะ เพราะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก ก็แอบกลัวนิดๆ ค่ะ แต่ก็บ่ยั่นเพราะเรามี Talking Dictionary แฮ่ๆๆ ไม่ตายแน่ๆค่ะ การเดินทางไปประเทศอังกฤษใช้เวลาประมาณ 12 ชม.ค่ะ พอดีจอยไปเที่ยวบินที่ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องค่ะ ราคาจึงแพงกว่าเที่ยวบินที่ต้องพักเครื่อง เพราะใช้เวลาน้อยกว่า 3-4 ชัวโมงค่ะ อีกทั้งแม่กลัวลูกจะไปไม่ถึงอังกฤษ เลยทุ่มทุนนิดนึง 555 จอยถึงที่อังกฤษประมาณ 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่อังกฤษนะคะ เวลาที่อังกฤษจะช้ากว่าเมืองไทยประมาณ 6 ชม.ค่ะ แต่กว่าจะออกมาได้ก็เกือบ 3 ทุ่ม เพราะต้องฝ่า Immegration ค่ะ ถามเยอะมากค่ะ ซึ่งที่นี่ค่อนข้างเข้มงวดมาก เพราะช่วงที่ไป มีข่าวลอบวางระเบิดพอดี เลยถูกซักอย่างละเอียดเลยค่ะ แต่ยังดีที่ผ่านมาได้ค่ะ เพราะคนข้างๆ เขาสัมภาษณ์ไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่ให้กลับประเทศเลยค่ะ... น่ากลัวจริง แล้วก็กว่าจะมารับกระเป๋า ตรวจกระเป๋า โห เยอะแยะเลย แอบคิดในใจ..ฉันจะได้ออกจากสนามบินนี่รึเปล่าเนี่ย แต่ในที่สุดก็ออกมาจนได้ค่ะ การเดินทางยังไม่สิ้นสุดค่ะ เพราะว่าจะต้องเดินทางจากสนามบินไปที่บ้านอีก ซึ่งต้องนั่งรถไฟใต้ดินประมาณ 1 ชม.ค่ะ สภาพรถไฟของเขาเก่าได้ใจจริงๆค่ะ อับนิดหน่อย แต่ในที่สุดก็มาถึงบ้านจนได้ค่ะ อ้อ ลืมบอกไป ใครที่จะไปอังกฤษ ไม่จำเป็นก็อย่าเอาของไปเยอะนะคะ เพราะที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ค่อยมีบรรไดเลื่อนค่ะ
ช่วงที่อยู่อังกฤษ รู้สึกเหมือนกับอยู่ในฝันตลอดเวลาค่ะ ไม่ใช่ว่าเกิดอารมณ์สุนทรีย์อะไรหรอกนะคะ แต่เนื่องด้วยเกิดอาการ Jet lag คือเมาเครื่องและอ่อนเพลียเกือบอาทิตย์ค่ะ ก็เวลาเล่นต่างกันเกือบ 6 ชม. มึนทั้งวันเลยค่ะ แต่ก็รู้สึกชอบที่นี่มากนะคะเพราะเหมือนว่าตัวเองได้ไปประเทศอินเดียด้วยค่ะ เหอๆ ...ที่ london มีคนอินเดียเยอะมากเลยค่ะ มองไปทางไหนก็มีแต่แขก ซึ่งอันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม แต่คนอังกฤษแท้ๆจะอยู่นอกเมืองค่ะ เพราะอากาศจะดีต่างกันมาก ในเมืองนี่เป็นอะไรที่มลพิษสุดๆ จอยว่าอากาศที่ London แย่กว่ากรุงเทพซะอีกนะคะ แต่ถ้าออกไปนอกเมืองแล้วก็ เป็นอะไรที่สุดๆของสุดๆเลยค่ะ โดยเฉพาะที่เมืองกรีนิช อากาศสะอาดมาก หายใจได้แบบเต็มที่เลยค่ะ
การไปอังกฤษครั้งนี้ถือเป็นการไปเที่ยวอย่างแท้จริงเลยค่ะ เพราะว่าจอยออกบ้านทุกวันเลย แต่การเดินทางของเราส่วนใหญ่จะเป็นการเดินค่ะ เพราะค่ารถแพงมาก แต่ก็ยังดีนะคะที่รถเมล์ที่อังกฤษจะเป็นแบบนั่งกี่เที่ยวก็ได้ตามใจเรา แต่ต้องนั่งตามโซนที่เราซื้อบัตรค่ะ ถ้าเราซื้อบัตรอีกโซนแล้วเราไปนั่งรถโซนอื่นๆ ก็จะต้องเพิ่มเงินครั้งละ 50 pence หรือประมาณ 35 บาทค่ะ ส่วนเรื่องอาหารการกิน เราก็จะห่อข้าวและน้ำออกมาจากบ้าน ไปนั่งกินตามสวนสาธารณะค่ะ เพราะของกินที่อังกฤษแพงมาก เชื่อรึเปล่าว่าราคาแพงกว่ากระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา หรือของใช้ซะอีกค่ะ เลยทำให้เราต้องประหยัดกันสุดชีวิต แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยค่ะ...
การมาอังกฤษครั้งนี้คงจะต้องจดจำไปอีกนานเลยค่ะ เพราะนอกจากการเที่ยวที่แสนจะทรหดแล้ว จอยยังได้มีโอกาสไปรับจ๊อบทำงานเพื่อแลกข้าวด้วยค่ะ ฟังดูน่าสงสารมั๊ยคะ แต่ตามจริงแล้วก็คือเพื่อนของพี่สาวทำงานเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทยค่ะ แล้วพี่เขาชวนไปกินข้าวที่ร้าน แต่ด้วยความเกรงใจพวกเราเลยไปช่วยพี่เขาทำงานด้วยการล้างถ้วยค่ะ แต่สงสัยคนจะเยอะมาก เลยเหนื่อยมากค่ะ ก็เล่นล้างตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน ทำทุกอย่างเลยค่ะ ล้างถ้วย ล้างหม้อ ล้างกะทะ หั่นผัก ทำความสะอาดครัว ที่ต้องทำเต็มที่ ก็ด้วยความเกรงใจค่ะ เพราะอาหารแต่ละอย่างที่พี่เขาทำให้กินก็นะ สุดแสนจะไฮและก็อร่อยมากค่ะ เช่น Steak, Fish & Ship, ไก่งวงอบ, ต้มยำกุ้ง อะไรประมาณนี้ค่ะ ดูมันหรูหราสำหรับเด็กล้างจานนะคะ 555 เท่านี้ยังไม่พอ เจ้าของร้านก็ใจดีซะเหลือเกินค่ะ เนื่องด้วยเรามาช่วยงานหลายวัน ก็ทำงานหนักอย่างนี้ 3 วันค่ะ อาเฮียเลยให้ค่าตอบแทนมา 50 Pound คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3500 บาท โห เงินค่าแรงงานก้อนแรกในชีวิต เยอะจริงๆค่ะ เป็นอะไรที่ประทับใจจริงๆค่ะ ไม่ใช่ว่าได้เงินเยอะนะคะ เหอๆ แต่จะว่าไปแล้วจอยคงหาโอกาสทำอย่างนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยได้ค่ะ เป็นความทรงจำที่ดีจริงๆค่ะ
เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเดินทางของดิฉัน มันเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ทำให้ดิฉันอยากจะค้นหาคำตอบสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ต่อไป ดิฉันคิดว่า ถ้าเรากำลังหาคำตอบอะไรบางอย่างให้กับตัวเอง ลองออกไปสัมผัสโลกภายนอกดู แล้วเราจะรู้ว่า ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าค้นหา
การเดินทางของแต่ละคนต่างก็มีจุดหมายปลายทางที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันนั่นคือความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง รูปแบบหรือวิถีทางที่แต่ละคนเลือกที่จะเดินไปนั้น ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าใครจะถึงจุดหมายก่อนกัน แต่การที่เราได้เลือกและตัดสินใจที่จะไปในเส้นทางนั้นๆ ย่อมทำให้การเดินทางของเราเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำมากที่สุด ในการเดินทาง เราไม่อาจทราบได้ว่าเราจะเจออะไรระหว่างทาง หรือการเดินทางครั้งนี้มันจะจบลงเมื่อไร ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางคือการเตรียมความพร้อมและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่นี้การเดินทางก็จะเป็นเรื่องที่น่าสนุก ตื่นเต้น และท้าทายในแบบเราเอง...
September 28 ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ หลังจากที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์หนังสือถล่ม ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากปรากฏการณ์ Final Examination ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ดิฉันรู้สึกดีใจอย่างมากที่สามารถมีชีวิตรอดกลับมาได้ และมันก็เป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันและเพื่อนๆจะไม่มีวันลืมไปอีกนาน เพราะมันทำให้ดิฉันต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไป โดยเฉพาะอิสรภาพ!
ดิฉันติดอยู่ในหอน้อยนานถึงสองสัปดาห์ ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ดิฉันอยู่ในสภาพที่อิดโรย เหนื่อยล้า อ่อนแรงอย่างมาก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ดิฉันหมดความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ เพราะทุกทีที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายเริ่มแผ่วเบา ภาพ A ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันจึงทำให้ดิฉันสู้และมีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป
ถึงแม้ว่าตอนนี้เหตุการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นจะผ่านไปแล้วก็ตาม แต่ดิฉันก็ยังไม่อาจลืมภาพเหล่านั้นได้ มันยังคงติดตา เป็นฝันร้ายสำหรับดิฉันและใครๆอีกหลายคนที่ประสบกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ คงไม่มีใครอยากให้มันเกิด เพราะมันส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกรดที่จะออกมา แต่มันก็เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
สิ่งสำคัญที่เราควรจะเรียนรู้และเตรียมตัวไว้เพื่อป้องกันเหตุร้ายเหล่านี้ คือ อ่านหนังสือล่วงหน้า อย่าดองงาน อย่าคิดว่าเหลือเวลาอีกนานค่อยอ่าน อย่าติดเกม อย่าบ้าละคร หรือเดินชิวแถวสยาม ดิฉันจึงอยากฝากเตือนทุกคนไว้ค่ะ เพื่อที่จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายๆอย่างดิฉัน
ตอนนี้ดิฉันได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติแล้วค่ะ ดิฉันมีความสุขมาก ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้มันเป็นบทเรียนที่จะสอนให้เราไม่ประมาทกับสิ่งต่างๆ..........ขอให้ทุกคนไม่ประมาทในชีวิตนะคะ
ไว้คราวหน้าดิฉันจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังอีกนะคะ เดี๋ยวดิฉันขอตัวไปเล่นเกม อ่านการ์ตูน ดูละคร และทำอะไรอีกหลายอย่างที่ไร้สาระก่อนละกันนะคะ หุๆ ไปละค่ะ ไว้เจอกัน...
September 11 ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย บรรยากาศแห่งความเหงาได้เข้ามาเยือนอีกครั้ง ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงแต่ความว่างเปล่าที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
หกปีแล้วสินะที่เธอจากฉันไป แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ฉันก็ยังไม่สามารถที่จะลืมเธอได้ เรื่องราวต่างๆของเราจะยังอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป
ถึงแม้ว่าเธอจะจากฉันไปโดยที่ไม่มีการร่ำลาใดๆก็ตาม
ในทุกๆวันที่ฉันกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ฉันทำก็คือเปิดคอมทิ้งไว้แล้วก็ออนเอ็ม ฉันหวังเสมอว่าคงมีสักวันที่ฉันจะได้เจอเธอ ได้พูดคุยกับเธอ
ทั้งๆที่รู้ว่าคงจะไม่มีวันนั้น เธอคงจะไม่มีวันกลับมาหาฉันอีกแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ยังจะรอ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน... ฉันก็จะรอ
การรอคอยอะไรสักอย่าง โดยที่ไม่รู้ว่าเราจะต้องรออีกนานแค่ไหน มันช่างเป็นสิ่งที่ทรมานเหลือเกิน แต่ฉันก็มีความสุขนะที่ฉันได้พบกับเธอ
ฉันไม่รู้ว่าเธอจะมีฉันอยู่ในใจรึเปล่า แต่ฉันอยากให้เธอรู้ไว้ว่าเธอจะอยู่ในใจฉันเสมอ แม้ว่าฉันจะไม่เคยพูดคำว่ารักให้เธอได้ยินก็ตาม แต่อยากให้เธอรู้นะว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน
และถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยแสดงออกมาว่าฉันชอบเธอแค่ไหน แต่ก็อยากให้เธอรู้ไว้ว่าทุกสิ่งที่ฉันทำก็เพื่อเธอ
แต่มันคงสายไปแล้วใช่มั๊ย... ฉันคงไม่มีโอกาสได้พบเธออีก
ในทุกๆวันที่ฉันยังต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถึงแม้จะไม่มีเธอแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ยังจะต้องต่อสู้กับชะตาชีวิตของฉันต่อไป
และสำหรับหัวใจดวงนี้ก็คงจะไม่สามารถให้ใครได้อีกแล้ว เพราะเจ้าของหัวใจฉันคือเธอ และจะมีแค่เธอเพียงผู้เดียว.....
อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ พอจะเป็นนักเขียนได้รึเปล่า อืม! พอดีเกิดอาการขี้เกียจอ่านหนังสือสอบเลยมานั่งแต่งเรื่องสั้นเล่นๆค่ะ เหอๆ เอาไว้ว่างๆจะมามโนใหม่ละกันนะคะ... 555+ August 26 *** Sekai ni hitotsu dake no hana ****** Sekai ni hitotsu dake no hana. ***
********************************************************************************************
August 25 ..:: Endless Story ::.. *** ENDLESS STORY ***
ขับร้อง : Yuna Ito
If you haven't changed your mind
soba ni ite hoshii yo Tonight If you haven't changed your mind I want you to be by my side Tonight ถ้าหากเธอไม่ได้เปลี่ยนไป
ฉันอยากให้เธออยู่เคียงข้างฉันในคืนนี้ tsuyogaru koto ni tsukareta no osanasugita no Everytime I think about you baby ima nara ieru I miss you It is hard to say I'm sorry I was tired of acting strong I was too young Everytime I think about you baby Now I can tell you that I miss you It is hard to say I'm sorry ก่อนนี้ฉันเคยทำเป็นเข้มแข็ง
ช่างเด็กเหลือเกิน ทุกๆวันเวลา ตอนนั้น เธออยู่ในทุกห้วงคำนึง ตอนนี้ฉันอยากบอก “คิดถึงเธอ” มันยากนักที่จะเอ่ย ..ขอโทษนะ * tatoeba dareka no tame ja naku anata no tame ni utaitai kono uta wo owaranai story tsudzuku kono kagayaki ni Always tsutaetai zutto eien ni For instance, I want to sing this song not for someone else, but for you The endless story continues into this radiance I always want to tell you always, forever และฉัน อยากจะร้องเพลง เพลงนี้
ถนอมทุกถ้อยมิใช่ใคร มอบแด่คุณ เรื่องราวของความรักที่ไม่เคยดับสิ้น อยู่ในแสงที่ส่องทอดประกายนั้น ฉันอยากจะเอ่ย กับคุณตลอดกาลและตลอดไป Memories of our time together kesanaide kono mama don't go away Memories of our time together don't disappear, they stay like this, they don't go away ความทรงจำ ช่วงเวลาที่ร่วมกันของเรา
อย่าให้มันสูญไป พวกเราจะเป็นอยู่เช่นนั้น เช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป atatakaku tokedashite tashikameru no yasashisa no shizuku kono mune ni hirogatteku setsunai hodo ni I'm missin' you kasaneta te hanasanaide Beginning to melt warmly & make certain, the drops of kindness spread on my chest I'm missin' you so much that I'm sad Don't let go of my hand upon yours มาเริ่มต้น หลอมละลายด้วยความอบอุ่น และมั่นใจ
หยาดหยดของความเมตตาแผ่ไปทั่วอ้อมอกนี้ ฉันคิดถึง แต่มันก็แสนเศร้า อย่าจากไป จากมือที่เกาะกุมกันเลย tatoeba kanau nara mou ichido anata no tame ni
utaitai kono uta wo owaranai story taema nai itoshisa de tell me why oshiete yo zutto eien ni For instance, if the wish comes true, I want to sing this song for you again The endless story with an endless love tell me why tell me always & forever ในครานี้ หากคำอธิฐานนั้นเป็นจริง
ฉันอยากร้องเพลงนี้เพื่อคุณอีกครั้ง เรื่องราวที่ไม่มีวันจบสิ้น ความรักชั่วกัลปาวสาน ...บอกฉัน ว่าทำไม ตลอดกาลและตลอดไป ถ้าหากใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง Nana 2 คงจะเคยได้ยินเพลงนี้มาบ้าง ซึ่งขับร้องโดยเรร่านักร้องนำวง Trapnest (ชื่อในหนัง)
ซึ่งจะว่าไปแล้ว เราก็ไม่เคยดูหนังเรื่องนานะ ทั้งภาค 1 และ 2 หรอกค่ะ แต่ด้วยความที่ชอบโหลดเพลง ปรากฏว่าได้ฟังเพลงนี้โดยบังเอิญ เลยเกิดชอบ
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง Nana จนกระทั่งวันหนึ่งบังเอิญได้ดูรายการทีวี ซึ่งเขาเชิญอเล็กซานดร้านักร้องชื่อดังจากประเทศลาวมาในรายการ
อเล็กซานดร้าเคยออกเทปที่ประเทศญี่ปุ่น ทางรายการเลยให้เธอโชว์เพลงญี่ปุ่น ซึ่งเธอก็เลือก Endless Story มาขับร้อง เธอร้องได้ไพเราะมาก
เลยทำให้เรากลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้ง และก็ลองค้นหาความหมาย ซึ่งเป็นเพลงที่มีความหมายดีมาก เลยอยากให้ลองฟังกันดูนะคะ...
ลองเข้าไปดู MV ที่ http://vdoclip.exteen.com/20070518/mv-endless-story-yuna-ito-nana-ost
และถ้าชอบเข้าไปโหลดได้ที่ http://forums.popcornfor2.com/index.php?act=Print&client=printer&f=3&t=38538
August 24 ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา...รวมพลังสร้างโรงเรียนถวายพ่อเชฟรอน เปิดโครงการ “เชฟรอน รวมพลังสร้างโรงเรียนถวายพ่อ”ให้ “เจาะใจ” ทำเรียลลิตี้สิบคนดัง รวมพลังคนไทย หาเงิน 60 ล้านบาท ซื้ออุปกรณ์ให้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
เพื่อจัดหาซื้ออุปกรณ์ให้กับมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ มีมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมนั้นยังมีความขาดแคลนเงินทุนอยู่ จึงอยากรวมพลังคนไทยทั้ง 60 ล้านคน ซึ่งถ้าทุกคนช่วยกันแค่คนละน้อยนิด เพียงแค่ 1 บาท เราก็จะได้เงินถึง 60 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถช่วยสร้างอุปกรณ์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมได้ถึง 1,000 โรงเรียน และที่ร่วมมือกับเชฟรอน เพราะมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับทางรายการพอดี ทางเชฟรอน ได้มอบเงินเบื้องต้นที่จะไปซื้ออุปกรณ์การศึกษาถึง 20 ล้านบาท ซึ่งถ้าโครงการประสบความสำเร็จเราจะได้เงินถึง 80 ล้านบาท ถือว่าเป็นการนิมิตหมายที่ดี ที่คนไทยทั้งประเทศจะรวมพลังกันทำอะไรเพื่อในหลวงท่านบ้าง ซึ่งในโครงการนี้ ก็จะมี 10 คนดัง ที่ตกลงร่วมมือกับโครงการแล้วคือ คุณเคน ธีระเดช วงศ์พัวพัน,ลูกเกด เมทินี กิ่งโพยม,ดัง พันกร บุญยจินดา,จินตหรา พูนลาภ,พรชิตา ณ สงขลา ฯลฯ จะมาปฏิบัติการระดมทุนช่วยกันหาเงินให้ได้ 60 ล้านบาท ทำภารกิจในเรียลลิตี้กับรายการ “เจาะใจ” คนไทยทุกคนสามารถสมทบทุนทำความดีได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกสาขา ชื่อบัญชี “เชฟรอนรวมพลัง 60 ล้านไทย” เลขที่ 067-2-10991-3 โครงการเรียลลิตี้ “เชฟรอน รวมพลังสร้างโรงเรียนถวายพ่อ” จะเริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 5 กรกฏาคม – 6 กันยายน 2550 เวลา 22.15 น. ทางช่อง 5 August 12 นางฟ้าคนเดิม บางทีการจะบอกรักใครสักคน มันก็เป็นอะไรที่ลำบากเหมือนกันเนอะ รักมาก..แต่กลับไม่กล้าบอกความรู้สึกของเราออกไป
ฉันก็เป็นอีกคนที่เป็นเช่นนั้น ฉันคิดว่าความรัก บางครั้งมันก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร การกระทำที่แสดงออกมาก็น่าจะทำให้เข้าใจกันอยู่แล้ว แต่จนเมื่อวันที่ฉันเกือบจะต้องเสียคนที่ฉันรักไป มันทำให้ฉันรู้ว่า...แค่คำพูดสั้นๆว่า "รัก" มันสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างได้เช่นกัน
ฉันรวบรวมความกล้าและแสดงออกไปว่าฉันรักเขาแค่ไหน ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้ฉันกล้าที่จะทำเช่นนั้น ฉันรู้เพียงว่า...ถ้าฉันไม่ทำสิ่งนั้น ฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย
ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่เหตุการณ์ไม่ดีได้ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่หลังจากวันนั้น...ฉันกล้าที่จะบอกรักแม่ทุกวัน กอดแม่ทุกครั้งที่เราเจอกัน
เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น มันทำให้ฉันกลับมานั่งทบทวนอดีตที่ผ่านมา ว่าทำไมเราถึงอายที่จะบอกรักแม่ ไม่กล้าที่จะเข้าไปกอดท่าน... ซึ่งถ้าไม่มีเรื่องร้ายๆในวันนั้น บางทีตอนนี้ฉันอาจจะยังไม่ได้กอดแม่หรือบอกรักแม่ก็ได้ แต่ก็แปลกอีกเหมือนกัน ..ทุกครั้งที่ฉันกอดแม่ ฉันรู้สึกเหมือนมีพลังอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันเข้มแข็ง และพร้อมที่จะเผชิญกับโลกอันแสนกว้างใหญ่ใบนี้ต่อไป ไม่ว่าฉันจะต้องอยู่คนเดียวก็ตาม แต่ฉันก็รู้สึกว่าฉันมีแม่อยู่เคียงข้างเสมอ ...แม่คือนางฟ้าคนเดิมของฉัน
เรามักจะละเลย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา จนเมื่อวันที่เราสูญเสียสิ่งนั้นไป เราจะเห็นคุณค่าสิ่งนั้นขึ้นมา อย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อย่ากลัวที่จะแสดงความรู้สึกของเราออกไป เพราะบางทีการที่เราไม่ได้บอกออกไป มันอาจจะทำให้เราต้องเสียใจตลอดไป
----- วันนี้คุณบอกรักใครรึยัง ----- August 03 เรื่องของจิตใจ เคยรู้สึกไม่สบายใจหรือเหนื่อยอย่างไม่มีเหตุผลบ้างมั๊ย... มันเป็นความรู้สึกที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งบางทีการร้องไห้ก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง ถึงแม้จะช่วยได้ไม่มากก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีวิธีไหนที่ทำให้รู้สึกดีไปกว่านี้
ถึงแม้ว่าบางทีเราจะพยายามหาอะไรต่างๆมาทำ เพื่อให้ออกจากความรู้สึกที่หดหู่นี้ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์กับเราเหลือเกิน ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่เราไม่มีใคร อยู่เงียบๆคนเดียว ความรู้สึกเหงา เศร้า ก็จะปรากฏให้เราเห็นทันที
ฉันเลยเกิดความสงสัยว่าสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นได้เองอย่างไม่มีเหตุผลเลยเหรอ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง..ทำไมเราจึงเลือกที่จะให้ความรู้สึกที่ไม่ดีนั้นเกิดขึ้น แล้วความรู้สึกดีๆหล่ะมันหายไปไหน
จนวันนึงที่ฉันได้ฟังอาจารย์บุญชัยพูดถึงเรื่องจิตว่า... องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พื้นฐานโดยปกติของจิตคนเรานั้นจะคิดในสิ่งที่เป็นทุกข์ ซึ่งถ้าหากเราปล่อยให้จิตคิดไปเรื่อยๆ ในที่สุดจิตของเราก็จะกลับมาสู่เรื่องที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจต่างๆ จนทำให้เราเกิดความทุกข์นั่นเอง
ซึ่งหลังจากที่ฉันเข้าใจถึงธรรมชาติของจิตว่าเป็นอย่างไรแล้ว แต่ฉันก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะมีทางไหนที่ทำให้เราไม่ทุกข์ใจได้บ้าง ซึ่งอาจารย์บุญชัยท่านเดิมก็ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ...ใช่ว่าจิตของคนเราจะคิดแต่ในสิ่งที่เป็นทุกข์ได้อย่างเดียว สิ่งดีๆที่ทำให้เกิดความรู้สึกสุขก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่เราจะต้องฝึกจิต ซึ่งการฝึกจิตนั้นเริ่มจากการบังคับจิตของเราให้คิดในสิ่งที่ดี มีการสร้าง Positive Thinking ขึ้นมา ฟังดูอาจจะเหมือนว่าให้เป็นคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งจะว่าใช่ก็ใช่ แต่สำหรับ Positive Thinking นั้น เป็นการมองสิ่งต่างๆในทุกมุม ไม่ได้มองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่พิจารณาในด้านบวกมากกว่าลบ ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นวิธีที่ดูง่ายแต่พอทำจริงมันก็ยากเหมือนกัน กับการที่จะมองสิ่งต่างๆให้เป็นบวก แต่ผลที่ออกมามันก็มหัศจรรย์มากเช่นกัน ตามที่ Colin Powell กล่าวว่า Pertual optimism is a force multiplier.
นอกจากการคิดบวกแล้ว เรายังสามารถฝึกจิตได้จากการทำสมาธิได้อีกด้วย ...พอเริ่มมาถึงเรื่องสมาธิ บางคนจะเกิดอาการเบื่อขึ้นมาทันที เพราะคิดว่าจะต้องนั่งนิ่งๆ สงบเสงี่ยม ห้ามขยับ แต่แท้จริงแล้ว การทำสมาธิก็คือสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง อาบน้ำ กินข้าว ทำงานบ้าน และอีกมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นสมาธิได้นั้นก็ต่อเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันคือรับรู้ในสิ่งที่กำลังทำอยู่ มันจึงจะเกิดผล แต่ที่เราไม่มีสมาธิเพราะเราทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆกัน ซึ่งบางครั้งมันเป็นการทำลายสมาธิรูปแบบหนึ่ง มันเหมือนกับที่ Leonado Darvinci กล่าวไว้ว่า >>> You look but you don't see. You touch but you don't feel. You listen but you don't hear. You speak but you don't think. สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ปัจจุบัน รู้ตัวในการทำสิ่งต่างๆ การทำสมาธิจึงเหมือนกับการที่เรามองเห็นตัวเองตลอดเวลา
แต่ทุกอย่างไม่ได้มีแค่ด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อมีข้อดีก็มีข้อเสียควบคู่กัน การฝึกสมาธิที่ไม่มีการควบคุมอาจจะเป็นดาบสองคมได้ เนื่องจากผู้ที่ฝึกแล้วเกิดสมาธิในระดับหนึ่งจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ สามารถมองเห็นความเป็นไปของสิ่งต่างๆได้หรือที่เคยได้ยินกันว่าฌาณนั่นเอง ...ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ก็เหมือนกับการที่คนสมัยโบราณมองนกเป็นสัตว์วิเศษสามารถบินได้ คิดว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ซึ่งการมี Sense หรือสัมผัสพิเศษนี้ ถือเป็นสถานะหนึ่งในอีกสภาวะหนึ่งเท่านั้นเอง ว่าง่ายๆก็คือเป็นสิ่งปกติ ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด ....แล้วอะไรคือความพอดี ซึ่งฉันก็ได้คำตอบจากอาจารย์บุญชัยท่านเดิมว่า สิ่งที่จะสามารถทำให้เกิดสมาธิและควบคุมสมาธิได้ด้วยนั้นคือ การสวดมนต์หรือท่องจำบทสวดในพระคัมภีร์ เพราะเป็นการฝึกทั้งสติและสมาธิไปพร้อมๆกัน
จากคำสอนต่างๆที่ฉันได้รับจากอาจารย์บุญชัย มันเป็นความรู้ที่ทำให้เราเข้าใจสภาพของจิตว่าเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ส่วนน้อยแต่ก็ทำให้เราเข้าใจและมองเห็นตัวเองมากขึ้น ชัดเจนขึ้น ...ทุกอย่างล้วนมีที่มาเพียงแต่เราจะหาสิ่งนั้นเจอหรือไม่ ขอให้โชคดีนะคะ ...::: Present is Present :::...
******************************************************** July 20 ++ สัจธรรมแห่งชีวิต ++ชีวิตของคนเรา จะว่าไปแล้วมันก็ไม่แน่นอนอย่างพระท่านว่า
เราอาจจะมีชีวิตอีกแค่ไม่นาน ดังนั้นเราควรจะทำทุกวันให้ดีที่สุด
ต้องขอบคุณพี่วินที่ทำให้จอยเข้าใจสัจธรรมชีวิตข้อนี้มากขึ้นนะคะ
มันเป็นความรู้สึกซาบซึ้งที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเลยทีเดียว
ประสบการณ์ที่พี่วินมอบให้ มันทำให้จอยได้แง่คิด
และทำให้รู้ว่า..ชีวิตมันมีค่ามากแค่ไหน
นับตั้งแต่วันที่จอยย้ายออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง
ซึ่งมันทำให้จอยต้องปรับตัวกับหลายสิ่งหลายอย่าง
ชีวิตของจอยได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก
จอยต้องรับผิดชอบอะไรต่างๆมากขึ้น
ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำ
ซึ่งบางครั้งจอยก็รู้สึกเหนื่อยและท้อแท้
แต่พอวันนึงที่พี่วินได้เข้ามาในชีวิตของจอย
จอยก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากขึ้นเลยค่ะ
วันใดที่จอยเหนื่อย จอยตื่นไม่ไหว ก็มีพี่วินนี่แหละที่ทำให้จอยสามารถไปเรียนทัน
ต้องขอบคุณพี่วินนะคะ ที่นั่งรอจอยเสมอ ไม่ว่าวันนั้นจอยจะไปเรียนหรือไม่ก็ตาม
บางครั้งจอยก็รู้สึกผิดนะที่เดินผ่านไป โดยที่ไม่มองพี่วิน
เพราะแม่บอกว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปกับพี่วิน...จอยรักแม่ค่ะ ขอให้พี่วินเข้าใจด้วย
จอยเลยไปกับพี่วินบ่อยไม่ได้
และวันนี้จอยก็ตัดสินใจไปกับพี่วินอีกครั้ง
จอยรู้สึกผิดต่อแม่ กับสิ่งที่จอยทำลงไป
แต่จอยก็ต้องพึ่งพี่วิน เพราะพี่วินเป็นคนสำคัญสำหรับจอย
จอยตัดสินใจไม่ผิด ที่ได้รู้จักพี่วิน
พี่วินทำให้จอยรู้ว่า...ชีวิตมันไม่เที่ยง
พี่วินทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
และบริการให้สมกับความไว้วางใจของลูกค้าเพื่อคุณภาพที่ดี มีมาตรฐาน ตาม ISO9002
การขับให้ถึงจุดหมายได้ทันเวลา ถือเป็นคติประจำใจของพี่วิน
เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะทำให้พี่วินสามารถได้ลูกค้ามากมาย
พี่วินรู้บ้างมั๊ยว่าเวลาที่จอยไปกับพี่วิน จอยรู้สึกว่าจอยกลัวตายมาก
พี่วินเล่นขับเบียดรถทุกคัน ...เลี้ยวซ้าย แซงขวา ปาดหน้า เบรคยกล้อหลัง
จอยรู้ทันทีว่าคนใกล้ตาย เขาเป็นยังไง
แต่มันก็ทำให้จอยใช้ชีวิตให้คุ้มค่าจริงๆนะคะ
ตอนแรกจอยก็เครียดกับเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนะคะ ทั้งรายงานที่มีเยอะมากๆ โดยเฉพาะเอกที่จอยเรียน
สมกับฉายา Faculty of report จริงๆค่ะ มันทำให้จอยอ่านหนังสือไม่ทัน
แต่หลังจากที่จอยได้รู้จักกับพี่วิน จอยคิดว่าปัญหาเหล่านี้มันเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
ไม่รู้ว่าจอยจะเสียเวลาคิดเรื่องพวกนี้ทำไม ..ชีวิตของเรามันมีค่ามากกว่านั้น
ซึ่งถ้าเราเทียบปัญหาเหล่านี้กับจักรวาล มันก็แค่เศษผงเล็กๆนี่เอง
จอยอยากให้เพื่อนๆได้รับรู้สัจธรรมชีวิตข้อนี้อย่างลึกซึ้ง ว่างๆก็มาหาจอยได้นะคะ จอยจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักพี่วินค่ะ ...แล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตมีค่าแค่ไหน 555
**********************************************
July 14 Question Tag! สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน ท่านคือผู้โชคดีที่ได้รับของกำนัลจากดิฉันนะคะ นี่คือโปรโมชั่นพิเศษสุดที่ทุกท่านจะได้รับก่อนสอบ Mid Term ค่ะ หลังจากที่ท่านได้หลงเข้ามาอ่าน blog ของดิฉันในวันนี้ ท่านอาจจะต้องเกิดความลำบากใจนิดนึง เนื่องจากนี่คือ....Blog ลูกโซ่ค่ะ 555555 เพราะนี่คือ Questions Tag ซึ่งฮิตกันใน bloggang จะว่าไปดิฉันก็ไม่รู้จักหรอกนะคะ แต่เนื่องด้วยเผลอเข้าไปในสเปซชะนีตัวนึง 555 ซึ่งก็ได้อธิบายเสร็จสรรพทั้งหมด รวมทั้งคำสาปแช่งว่า หากผู้ใดที่อ่านข้อความนี้แล้ว ไม่ไป Tag ต่อในสเปซ จะไม่มีแฟน ดิฉันเป็นคนเชื่อคนง่ายซะด้วย 555 ก็เลยต้องทำค่ะ ไม่ตอบไม่เป็นไรนะคะ แต่ท่านก็จะโดนคำสาปเช่นกัน เหอๆ เพื่อความสบายใจ เอาเป็นว่านี่คือกิจกรรมผ่อนคลายความตึงเครียด (เสียเวลา) ในการอ่านหนังสือแล้วกันนะคะ เป็นการทำความรู้จักมากยิ่งขึ้นด้วย เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เริ่มปฏิบัติภารกิจกันเลยดีกว่า....5555
1.วันนี้วันที่เท่าไหร่ : 14/07/50
2.ตอนนี้กี่โมงแล้ว : 12.34 น. 3.เธอชื่ออะไร : จอย 4.ใครตั้งให้ : หลายคนที่เดินผ่านไปมา เห็นจากหน้าตาเรา เลยตั้งชื่อนี้ให้...นี่คือความจริง 5.เกิดวันที่เท่าไหร่ : อังคาร 11 กุมภา (ตรงกับวันชาติญี่ปุ่นครับ) 6.ชอบสีอะไร : ฟ้า ชมพู เขียวน้ำทะเล ขาว ดำ 7.ชอบไปเที่ยวป่ะ : ชอบ 8.ไปไหนอะ : Everywhere 9. เที่ยวกลางคืนป่ะ : ไม่ 10.ไปโรงเรียนสายบ่อยป่าว : ไม่ครับ เป็นเด็กดี เพราะถ้าไม่ทันก็โดดเลย เหอๆ
11.ปกติตื่นประมาณกี่โมง : เจ็ดโมงค่ะ 12.เล่นMSN ป่ะ : เล่น 13.คุยกับใคร : เพื่อนๆ 14.เวลามองคนอย่างแรกมองอะไร : มองหน้า 15.ชอบคนนิสัยแบบไหน : จริงใจ 16.แอบชอบใครมั่งมั้ย : ค่ะ เหอๆ 17.คนที่เกลียดล่ะ : ไม่มีค่ะ ...รักทุกคน 18.ถ้ามีคนมาแอบชอบจะรู้ตัวมั้ย : คงไม่รู้ค่ะ ไม่งั้นจะเรียกว่าแอบเหรอคะ 19.ให้เลือกมีเพื่อนหรือมีแฟนดีกว่ากัน : เอามันทั้งเพื่อนและก็แฟนนั่นแหละ 20.เพื่อนที่รักที่สุดคือ : มากมาย 21.เพื่อนที่คิดถึงที่สุดคือ : มากมาย 22.โรงเรียนไรน่าอยู่สุด : โรงเรียนบ้านนาก้านเหลือง เพราะอยู่หน้าบ้านนี่เอง ใกล้ดี 555 23.เล่นเกมคอมป่ะ : เล่นจ้า 24.ชอบกินน้ำอัดลมป่ะ : กินไม่ได้จ้า หมอสั่ง 25.ชอบไปไหนมากที่สุด : ไม่มีค่ะ แล้วแต่อารมณ์มากกว่า อยากไปไหนก็ไป 26.ทำไมถึงชอบไป : ไม่รู้ 27.เวลาเหงาทำไรให้หายละ : ฟังเพลง 28.เวลาเศร้าๆมากๆทำไรอ่ะ : ฟังเพลง 29.เวลามีปัญหาปรึกษาใคร : แล้วแต่ปัญหาค่ะ แต่ส่วนใหญ่ก็ถามตัวเองนั่นแหละ 555
30.เรียนพิเศษป่ะ : เรียนค่ะ
31.คิดว่าผู้ชายคนไหนหล่อที่สุดในสายตาเธอ : Kira Athran พระเอกและพระรองในกันดัม หล่อมากกกกกก... 33.คิดว่าใครน่ารักที่สุดในมหาลัย : มากมาย
34.คิดว่าใครน่ารักที่สุดในคณะ : มากมาย 35.ตอนเด็กๆมีปมด้อยป่ะ : มีแต่ปมเด่นอ่ะ 555 36.แล้วตอนนี้ล่ะ : สวยขึ้น เหอๆ
37.อยากย้อนไปในอดีตหรืออยากไปดูอนาคต : อยู่กับปัจจุบันก็ดีอยู่ละค่ะ
38.ชอบตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์ : ตุ๊กตาค่ะ แต่หลังจากดูการ์ตูนและก็หนังหลายๆเรื่องเริ่มสนใจหุ่นยนต์ละ 40.เคยตั้งชื่อให้ตุ๊กตาป่ะ. : ไม่ค่ะ 41.คิดว่าบ้าป่ะเนี่ยตั้งชื่อให้ตุ๊กตา : -
42.แล้วคิดว่าตัวเองหน้าตาดีป่ะ : ก็สวยนะ สวยแบบจอยๆอ่ะ 555 43.ชอบส่องกระจก ป่ะ : ธรรมดาค่ะ
44.เคยให้ขนมใครป่ะ : เคยค่ะ
45.ให้ไปทำไม : อยากให้ค่ะ เห็นมันอร่อยดี แบ่งกันกิน... 46.เธอเป็นคนยังไง : แล้วแต่โอกาสและสถานการณ์ 47.นั่งเรียนตรงไหนของห้อง : แล้วแต่วิชา
48.แล้วชอบนั่งตรงนั้นป่ะ : ธรรมดา 49.ชอบวิชาไรมากที่สุด : มากมาย
50.มีเรื่องไรไม่อยากให้ถามป่ะ : ไม่มีค่ะ เป็นคนเปิดเผย 51.ทำไมอ่ะ : เป็นคนเปิดเผย
52.บอกได้มั้ย ตอนนี้มีแฟนป่ะ : ไม่มีค่ะ เป็นโสด 555 53.ที่ผ่านมามีแฟนมาแล้วทั้งหมดกี่คน : 555 กล้าถามนะ หน้าอย่างเรานะเหรอ ...ไม่มีสักคน 54. ถ้ามีแฟนคิดจะเลิกกับแฟนป่ะ : ตอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องของอนาคต 55.คิดยังไงกับการมีกิ๊ก : ไม่รู้ เพราะไม่เคยมี เลยไม่เข้าใจว่าเขาเป็นยังไง 555
56.ความรักของผู้ชายกะผู้หญิง ใครยิ่งใหญ่กว่ากัน : ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เกย์ กระเทย ทอม และดี้
58.แล้วความรักของเธอที่ให้กับคนรักละ : การที่เราจะรักใครก็รักให้ดีที่สุด...^-^
59.ถ้ารู้ว่าเพื่อนชอบคนๆนึงและเธอก็ชอบเหมือนกันจะทำไง : ก็ชอบด้วยกันสิ ไม่เห็นแปลก ไม่ได้เป็นชู้ซะหน่อย 61.ถ้าเพื่อนมาบอกว่าชอบแฟนเธอจาทำไง : เหรอ (หัวเราะ)
62.ถ้าแฟนเธอกะเพื่อนเธอแอบคบกันล่ะ : อย่าให้จับได้นะ ...ตาย
63.แฟนนอกใจจะทำไง : ก็จบกันแค่นั้น
64.ถ้าเค้าหมดรักเธอแล้วละ : อันนี้ไม่รู้สิ
65.ถ้าต้องเลิกกับแฟนจะทำใจได้เหรอ : ได้ ไม่ได้ เดี๋ยวก็รู้ 66.มีคนมาจีบบ้างป่ะ : มีค่ะ
67.คิดไงกับคนนั้น : คิดดี พูดดี ทำดี 68.เวลาไหนลำบากสุด : อืม นั่นสินะ ไม่เคยคิดเลย 69.คิดว่าคำถามมันเยอะป่ะ : เยอะมาก
70.ส่วนใหญ่โทรหาใครมากที่สุด : เพื่อนค่ะ
71.....??....??... ????? : อะไร...ฉันไม่เข้าใจ
72.ขอเบอร์ได้ป่ะ : เบอร์อะไรคะ ถ้าเบอร์รองเท้าก็ 38 ค่ะ เหอๆ
73.ตั้งใจตอบคำถามป่ะ : ตั้งใจค่ะ เวลาทำอะไรก็ทำให้เต็มที่และดีที่สุด 555
74.โกหกเก่งป่ะ : ไม่แน่ใจ เพราะไม่ค่อยได้ฝึก 555 75.แล้วที่ตอบมาโกหกป่ะ : ไม่ค่ะ เป็นคนเปิดเผยยยย
76.เป็นคนขี้ลืมป่ะ : ไม่ค่อย เพราะฝึกสติบ่อย 77 ทำไมขี้ลืมอ่ะ : - 78.ชอบคนหน้าตายังไง : หน้าตาดี ไม่มีคำจำกัดความ
79.ไม่ชอบคนหน้าตาแบบไหน : แบบไม่ใช่คน (ยืมคำตอบไอ้เกด)
80.กลัวผีป่ะ : ตอนนี้กลัวน้อยลงละ เพราะกำลังฝึกอยู่ 81.ถ้าเจอจะทำ ไง : สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย สาธุ... 82.ตอนนี้อยากทำอะไรมากที่สุด : อ่านหนังสือ 83.ทำไมอ่ะ : จะสอบละ 84.ตอนนี้ทำไรอยู่บ้างอ่ะ : ฟังเพลง ตอบเมลล์ ทำรายงาน ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน กินข้าว ...ทำทุกอย่าง 555 85.ตอนนี้รู้สึกไงบ้าง : เมื่อไหร่คำถามจะหมดซะที 86.รักแท้เป็นไง : เป็นเพลงของอาร์มแชร์ อิอิ
87.คิดว่าจะอนาคตได้เจอมั้ยรักแท้ : ตอนนี้ก็เจอแล้วนะ ...จากพ่อ แม่และก็เพื่อนๆไง (^-^) 88.หวังให้ตัวเองมีความรักแบบไหน : แบบที่ดีค่ะ
89.เคยทำให้ใครโกรธป่ะ ใครอ่ะ : เคยค่ะ เพื่อนค่ะ ในกรณีที่จำเป็นจริงๆถึงจะทำ 90.แล้วจะไปง้อ ป่ะ : ถ้าเราผิด ก็ง้อค่ะ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำใครก่อน 91.เอาไรไปง้ออ่ะ : เหอๆ ถามแปลกเนอะ ก็ตัวเราเองไง
92.เคยมีใครทำให้โกรธ ป่ะ : มีค่ะ 93.เวลาโกรธเป็นไงเหรอ : นิ่ง เงียบ เย็นชา 94 โกรธแล้วต้องมาง้อป่ะ : ไม่ต้องหรอก เสียเวลา ง้อไปก็ไม่มีผล 555
95.เคยแกล้งเพื่อนไหม : ไม่ค่ะ
96.รู้สึงยังไงที่ได้แกล้งเพื่อนอ่ะ : ไม่ค่อยชอบแกล้งอ่ะ กลัวมันจะตามสนอง 97.เคยโดนเพื่อนแกล้ง ม่ะ : มีค่ะ
98.ครั้งไหนที่แกล้งแล้วเจ็บใจที่สุด : จำไม่ได้ค่ะ ไม่ได้ใส่ใจ
99.เสาร์อาทิดทำไรอ่ะ : ทำงานค่ะ มีมากมาย
100.เรียนคณะอะไร ล่ะ : ครุศาสตร์ 101.ทำไมอ่ะ : ก็สอบได้อ่ะ 102.ตอนนี้เรียนอยู่ระดับ ไหน : ปีสาม 103ชอบกินอะไรเป็นพิเศษไหม : ก๋วยเตี๋ยว ต้มยำ ซูชิ...กินได้หมดอ่ะ 104เวลาเบื่อๆไปไหนอ่ะ : ไปที่ไหนก็ได้
105หนังสืออะไรที่ชอบอ่านมากที่ สุด : ชอบหนังสือแนวปรัชญา ศาสนา การ์ตูน 555 106.ของที่หวงมากที่สุด คือ : Mp3 กับโน๊ตบุ๊ค
107.ถ้ามีคนมาทำเสียหาย อ่ะ : รู้ตัวนะว่าควรทำยังไง 108.สิ่งที่เสียใจที่สุด : ทำไมงานมันเยอะขนาดนี้ 109.ตอนนี้อยู่ไหนเหรอ : คอนโด
110.ประโยคฮิตติดปาก : เหอๆ
111.ชอบฟังเพลง มะ : ชอบมากกกกกก
112.แนวไหนอ่ะ : ได้ทุกแนว 113.หนังเรื่องล่าสุดที่ดู : Die Hard 4.0
114.ไปดูหนังเรื่องอะไร/กับใครที่ประทับใจสุด : ชอบหลายเรื่องอ่ะ ดูกับเพื่อนๆนี่แหละ สนุกดี
115.สถานที่ท่องเที่ยว ที่ชอบไปมาก : ป่า
116.แล้วไปกะใคร หน่ะ : แม่ อา 117.ตอนนี้รู้สึกไง : หิวข้าว ง่วงนอน แต่ต้องทำการบ้าน
118.คิดว่าคำถามวนไปวนมา ป่ะ : เริ่มละ
119.จะทำไรต่อจาก นี้ : กินข้าวค่ะ 120.ทำไปทำไม : ตอนนี้เที่ยงละ
121.คำบอกลาที่ชอบ พูด : บายจ้า แล้วเจอกัน 122.คิดว่าไงกับ Tag แบบนี้ : ได้ระบายดีค่ะ 123.ใช้เวลาตอบคำถามกี่ชม. กี่วัน : เกือบชั่วโมง 124.จะส่งคำถามชุดนี้ไปให้ใคร : เพื่อนๆที่ร้ากกกกก
125.ที่ส่งให้มีคนพิเศษป่ะ : มีค่ะ 126.ใครอ่ะ : ก็เพื่อนนี่แหละ 127.ถ้าไม่ส่งกลับมากัน ล่ะ : ช่างมันค่ะ
128.ตอนนี้กี่ โมง : 13.21 น.
129.ฝากอะไรถึงคนที่ส่งมาให้หน่อยสิ : จะจำไว้ 555 130. อยากพูดไรเป็นการบอกลา : ไปละนะ โชคดี แล้วเจอกันจ้า July 07 = What I've Done = ไม่ว่าเราจะทำอะไร จะเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่ง เวลาก็ยังคงมีความซื่อสัตย์ในหน้าที่ เดินไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้หยุดพัก วันเวลาค่อยๆล่วงเลยไป จากวินาทีกลายเป็นนาที เปลี่ยนเป็นชั่วโมง แล้วก็เป็นวัน เดือน ปี ดูเหมือนว่าเวลาจะเดินเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้ ฉันเพียงแค่รู้สึกว่าเวลาที่ฉันจะได้ทำอะไรต่างๆมันเหลือน้อยลงทุกที ความรู้สึกนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน มันเกิดขึ้นพร้อมๆกับความเบื่อหน่ายกับบางอย่างที่เข้ามาในชีวิต
ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าอะไรที่เป็นสาเหตุ แต่พอเมื่อได้อ่านบทความหนึ่งจากนิตยสาร CLEO มันก็ทำให้ฉันรู้คำตอบทันทีว่าอะไรที่ทำให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น บทความนี้เป็นคำพูดของโอปร้า วินฟรีย์ เจ้าของรายการทอล์คโชว์ในอเมริกาที่มีชื่อเสียงมาก เธอได้กล่าวว่า "ฉันจะพูดว่าไม่กับอะไรหลายๆอย่าง เพื่อที่ฉันจะเก็บคำว่าใช่กับสิ่งที่เหมาะกับชีวิตฉันเท่านั้น" เป็นคำพูดประโยคสั้นๆที่ทำให้ฉันได้คิดอะไรหลายอย่างมากขึ้นว่า.. บางทีเราก็ต้องเลือกและก็หัดที่จะปฏิเสธซะบ้าง เพราะการที่เราทุ่มกำลังและเวลาหมดไปกับทุกเรื่อง บางทีมันอาจจะทำให้เราเหนื่อยก่อนที่จะถึงจุดหมายก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เรียนรู้สิ่งรอบข้างหรอกนะ แต่เราก็ต้องดูกำลังของตัวเองเป็นหลัก เพราะแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนสามารถที่จะทำอะไรหลายๆอย่างได้พร้อมๆกัน และก็ออกมาดีซะด้วย แต่สำหรับตัวฉันเองนั้น ฉันก็รู้ว่าตัวเองสามารถทำได้แค่ไหน
การทำงานที่ผ่านมา..ฉันอาจจะทุ่มเทและคาดหวังกับอะไรต่างๆมากเกินไป และก็ปล่อยให้สิ่งรอบข้างเข้ามามีผลต่ออารมณ์ จนลืมมองความเป็นจริงว่าทุกคนแตกต่างกัน ฉันคิดเพียงว่าในการทำงานแต่ละงาน ทุกคนควรมีจิตสำนึกและทำให้เต็มที่ แต่ก็นะ..เอาเป็นว่าสิ่งเหล่านั้น มันก็ผ่านไปแล้ว ฉันจำไม่ได้และก็ไม่ได้จำด้วย แต่เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากสิ่งเหล่านี้แหละ ก็ถือเป็นบทเรียนที่ดีละกัน
ถึงแม้ว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆไม่เท่ากัน แตกต่างกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำสิ่งนั้นให้เต็มที่ ตรงกันข้าม เราควรจะทำให้เต็มที่ในแบบที่มีความพอดีและเหมาะสมกับสิ่งๆนั้นมากกว่า
มาถึงตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันต้องการคืออะไร ฉันชอบอะไร และเลือกที่จะเป็นแบบไหน หลังจากนี้ก็คงต้องเร่งทำในสิ่งที่คิดไว้แล้วหล่ะ เพราะบางที ในอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรกับฉัน ฉันเองก็ไม่สามารถตอบได้ ดังนั้นตอนนี้เราอยากทำอะไรก็ทำซะ และไหนๆจะทำแล้วก็ทำให้เต็มที่และดีที่สุดละกัน อ้อ ที่สำคัญเราต้องเคารพในการกระทำของเราด้วย เมื่อเราตัดสินใจและเลือกที่จะทำสิ่งนั้นแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องยอมรับในสิ่งนั้น ...
+++ Present is Present +++ June 17 :: เพลงรัก ::คนเคยเหงา เคยรู้สึกเหว่ว้า เคยมองหาความรักนั้นมันอยู่ที่ใด
โลกใบใหญ่เหลือเกิน มีผู้คนอยู่มากมาย แต่หัวใจมันกลับเหงาขึ้นทุกที แต่เมื่อฉันได้พบกับเธอ สิ่งที่เธอให้ฉันไม่รู้มันคืออะไร โลกใบใหญ่ใบเดิม กลับไม่เคยต้องเหงาใจ แค่ฉันนั้นยังมีเธออยู่ตรงนี้ เธอเป็นมากกว่ารัก เพราะเธอนั้นคือครึ่งชีวิต ฉันใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อตามหาและรอคอยเธอมาแสนนาน และสุดท้ายก็เจอว่าเธอคือทุกอย่างที่เติมเต็มหัวใจ จากนี้ทุกลมหายใจฉันคือเธอ หากว่าเธอนั้นคือความรัก ก็เป็นรักที่ดีจนไม่มีคำบรรยาย ฉันโชคดีเหลือเกินที่มีเธอเดินข้างกาย ชีวิตนั้นได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย เธอเป็นมากกว่ารัก เพราะเธอนั้นคือครึ่งชีวิต ฉันใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อตามหาและรอคอยเธอมาแสนนาน และสุดท้ายก็เจอว่าเธอคือทุกอย่างที่เติมเต็มหัวใจ จากนี้ทุกลมหายใจฉันคือเธอ จากนี้ทุกลมหายใจ..ฉันคือเธอ เพลงนี้เพราะดีนะคะ ฟังแล้วก็กินใจเลยทีเดียว คล้ายๆกันกับเพลงพรหมลิขิต และ หนึ่งในไม่กี่คน ซึ่งเป็นเพลงที่ชอบมาก ฟังทีไรก็คิดตลอดเลยค่ะ 555 อย่าคิดมากไป เพียงแต่คิดว่า ใครจะเป็นคนนั้นหนอ ไม่ได้อยากมากหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ก็ปีสามแล้ว อายุก็ใกล้เข้าเลขสามละ แต่ยังไม่มีใครหลงเข้ามาซะที 555 และก็คาดว่าคงจะไม่มีต่อไป 555 ไม่เป็นไรค่ะ เรียนจบแล้วก็ไปต่อเมืองนอก หาไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป...โฮะๆ หัวเราะกลบเกลื่อนไปงั้นเอง แท้จริงแล้ว so sad and lonely very very! ... ( T _ T") แต่ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หลายคนต่างคิดว่าเรามีแฟนแล้ว ทำไมคะ หน้าตาอย่างดิฉัน มันดูแก่มาก สมควรจะมีเป็นตัวเป็นตนแล้วเหรอคะ ถึงได้เข้าใจกันไปต่างๆนานาว่ามีแล้ว บ้างก็ว่า เดี๋ยวนี้ดูดีขึ้น ไปทำอะไรมา มีความรักเหรอ 555 มีคนชมจริงๆนะ ไม่ได้โม้! แต่ตามจริง อาจเป็นเพราะช่วงนี้สวดมนต์ นั่งสมาธิ และก็อ่านหนังสือปรัชญามั๊งคะ อารมณ์เลยดี หน้าก็เลยใสขึ้น สวยขึ้น โฮะๆๆ รู้สึกว่าจะเขียนโม้ตัวเองมากไปละ เอาเป็นว่า ถ้าคราวหน้ายังไงจะอัพปรัชญา ข้อความดีละกันนะคะ ช่วงนี้ขอระบายก่อนเนื่องจากเป็นช่วงเปิดเทอม เครียดมากค่ะ งานเยอะมากกก อีกทั้งต้องอธิบายให้เข้าใจว่าเรายังโสดค่ะก่อนที่จะมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเรามีแฟนไปมากกว่านี้ 555 งั้นจบไว้เพียงแค่นี้ก่อนดีกว่า ก่อนที่จะมีคนมาเม้นด่ามากกว่านี้ 5555 ...Wish you happiness ค่ะ June 10 ...::: Morrie in his own words :::...รับมือกับความอึดอัดใจ
ในยามที่คุณอ่อนแอและเปราะบางที่สุด จงเฝ้าระวังความรู้สึกหดหู่
ทั้งทางอารมณ์ จิตวิญญาณ หรือพฤติกรรม
พยายามหลีกเลี่ยง ลด หรือหยุดความรู้สึกนั้นเสีย
ความอึดอัดใจจะยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อร่างกายหรือจิตใจของคุณอ่อนแอ โดยเฉพาะในยามที่คุณเหนื่อยล้า นอนไม่หลับหรือวิตกกังวล ในช่วงนั้น คุณอาจรู้สึกท้อถอย และเกรี้ยวกราด เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แต่คุณไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้ว จึงต้องพยายามอยู่อย่างสงบ เพื่อตัวคุณเองและคนรอบข้าง แม้ในเวลาที่เหนื่อยล้า กังวล หรือรู้สึกไม่มั่นคงก็ตาม
ในทางกลับกัน ใช่ว่าคุณจะต้องเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ให้ลึกที่สุด คุณต้องแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาอยู่เสมอ โดยตระหนักว่า สภาพจิตใจของคุณในขณะนั้น ส่งผลต่อวิธีตอบสนองต่อคนรอบข้างและสถานการณ์ต่างๆกันของคุณเอง ถ้ารู้ตัวว่าได้แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมหรือทำให้คนอื่นเสียใจ คุณก็ไม่ควรลังเลที่จะขอโทษ
จงพูดความจริงกับคนใกล้ชิด บอกให้พวกเขารู้ว่าคุณอารมณ์ไม่ดี และถ้าทำได้ ให้บอกสาเหตุที่ทำให้คุณเป็นเช่นนั้นอย่างชัดเจน และหากคุณกระวนกระวายใจเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น จงบอกให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนของคุณรับรู้ และถ้าคุณต้องเป็นผู้รับฟัง อย่าได้รู้สึกว่า คนที่คุณรักต้องการให้คุณหาคำตอบหรือทางออกให้ บ่อยครั้ง การฟังอย่างเห็นอกเห็นใจก็ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น
ทุกๆคนต้องแสวงหาวิธีจัดการสิ่งเหล่านี้ให้เหมาะกับตัวเอง แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใด คุณจะต้องทดลองดูก่อน เป็นเรื่องที่คุณต้องรู้จักตัวเองให้ดีพอ และสังเกตว่าวิธีใดดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง
วันนี้ได้นำเอาปรัชญาชีวิตจากครูมอร์รีมาให้เพื่อนๆอ่านกันค่ะ เป็นตอนที่กล่าวถึงการรับมือกับความอึดอัดใจ อยู่ในหนังสือ Morrie in his own words. ซึ่งจอยได้เคยนำเอาปรัชญาชีวิตเรื่องคลื่นมาให้อ่านกันบ้างแล้ว และพอได้อ่านตอนนี้ก็รู้สึกว่ามันตรงกับสิ่งที่จอยกำลังประสบอยู่ในเรื่องเรียนนั่นเอง จึงอยากเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆอ่านกัน เผื่อใครที่กำลังรู้สึกอึดอัดใจในเรื่องต่างๆ เมื่อได้อ่านแล้วอาจจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้างค่ะ
เราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องอารมณ์ดีตลอดเวลา แค่อารมณ์ดีเป็นส่วนใหญ่ก็เพียงพอแล้ว ยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบันที่มีความวุ่นวายเต็มไปหมด เราจำเป็นที่จะต้องทำให้จิตใจเราเข้มแข็ง เตรียมรับมือกับทุกอย่าง ยังไงก็สู้ๆนะคะ
เดี๋ยวไว้ถ้าว่างๆจะมาอัพเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาให้อ่านอีกละกันนะคะ แต่ถ้าใครสนใจจะอ่านหนังสือปรัชญาหรือหนังสือแนวให้กำลังใจก็บอกได้นะคะ มีเยอะมากกกก เดี๋ยวจัดห้ายยย.... ขอให้ทุกคนมีความสุขและสนุกกับชีวิตนะคะ ยังมีอะไรให้เราได้ค้นหาอีกมากมาย สู้ต่อไป...ทาเคชิ
>>> WISH YOU HAPPINESS <<<
May 05 ...::: The Philosophy :::...Learn how to live
and you'll know how to die;
Learn how to die
and you'll know how to live.
จงเรียนรู้ชีวิตเพื่อรู้จักความตาย
จงเรียนรู้ความตายเพื่อรู้จักชีวิต
การเตรียมพร้อมที่ดีที่สุด เพื่อใช้ชีวิตด้านบวกให้เต็มที่คือการเตรียมตัวเตรียมใจว่า เราอาจตายเมื่อไรก็ได้ เพราะความตายที่กำลังมาถึง จะเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีจิตเป็นกุศล และเราจะตระหนักว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร เมื่อคุณรู้สึกว่าวาระสุดท้ายใกล้เข้ามา เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่มีคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์กับคนที่คุณรัก
เป้าหมายต่างๆ ที่ผมตั้งใจจะทำให้สำเร็จ เพื่อช่วยให้ตัวเองอยู่ได้อย่างสงบเมื่อป่วยเป็นโรคนี้ ไม่ต่างไปจากเป้าหมายที่คนส่วนใหญ่ต้องการทำตั้งแต่ยังเป็นเด็ก นั่นก็คือ การปฏิบัติตัวอย่างมีเกียรติ กำลังใจ ความเอื้อเฟื้อ อารมณ์ขัน ความรัก ความใจกว้าง ความอดทน และความเคารพตัวเอง เมื่อคุณเข้าใกล้ความตาย ไม่ใช่ว่าการบรรลุจุดมุ่งหมายเหล่านี้จะง่ายดายขึ้นกว่าในช่วงอื่นของชีวิตเลย เพียงแต่ว่า คุณต้องพยายามอย่างรีบเร่งขึ้นเท่านั้น และถ้าคุณยึดมั่นที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีจริยธรรมมากเท่าไร คุณจะกลัวว่า ชีวิตจะต้องสิ้นสุดน้อยลงเท่านั้น
ครูฝึกสมาธิเคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับคลื่นให้ผมฟังว่า มีคลื่นเล็กๆ อยู่ระลอกหนึ่ง เป็นคลื่นหนุ่มน้อยที่ลอยขึ้นลงอยู่กลางมหาสมุทร เขามีความสุขกับสายลมและอากาศอันสดชื่น ทันใดนั้น คลื่นหนุ่มน้อยสังเกตเห็นว่า เกลียวคลื่นลูกข้างหน้าซัดเข้าหาฝั่งแตกกระจาย "ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้ นั่นหรือคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับฉัน" เขาพูดด้วยใบหน้าที่ฉายแววโศกเศร้าและสิ้นหวัง ข้างๆ คลื่นหนุ่มน้อย มีคลื่นสาวน้อยลอยละล่องอย่างมีความสุข เธอถามคลื่นหนุ่มน้อยว่า"ทำไมเธอจึงดูเศร้าสร้อยนัก" คลื่นหนุ่มน้อยตอบว่า"เธอช่างไม่รู้อะไรเสียเลย คลื่นอย่างพวกเรากำลังถูกซัดเข้ากระทบฝั่ง เราก็จะไม่เหลืออะไรเลย แล้วเธอจะไม่ให้ฉันเศร้าได้อย่างไร" คลื่นสาวน้อยจึงกล่าวว่า"เธอนั่นแหละไม่รู้อะไรเสียเลย เธอไม่ใช่เพียงแค่คลื่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรต่างหาก"
ผมเองก็เชื่อเช่นนั้น ผมไม่ใช่แค่คนๆหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ ผมกำลังจะตาย แต่จะยังคงอยู่ต่อไปในอีกรูปแบบหนึ่งนะหรือ ใครกันจะรู้ ถึงอย่างไร ผมก็เชื่อว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวผมเองแน่นอน
นี่คือ ปรัชญาชีวิต จากครูมอร์รีซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย ร่างกายของเขาค่อยๆตายลงทีละส่วน แต่เขาก็เลือกที่จะใช้ช่วงเวลาสุดท้ายอย่างสงบกับครอบครัวและมิตรสหาย และได้ค้นพบชีวิตที่มีสุข..จากการเข้าใกล้ความตาย ระยะห่างจากชีวิตไปสู่ความตายอาจไม่ไกลกันอย่างที่คิด บางที...เราอาจค้นพบความหมายของการมีชีวิตอยู่ด้วยการเข้าใกล้ความตาย
******************************************************************
May 01 >>> วันที่ฉันมีความสุข <<< ช่วงเวลาปิดเทอมยังคงเป็นช่วงเวลาที่ฉันรอคอยเสมอ ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะผ่านวัยที่เป็นเด็กมาแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ยังเฝ้ารอให้เวลานี้มาถึง เพราะทุกๆครั้งที่ปิดเทอม ฉันมักจะได้ทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ มันจึงเป็นช่วงเวลาที่มีค่าสำหรับฉัน อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมายนัก แต่มันก็ทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้รู้สึกตัวโตขึ้น
และดูเหมือนว่าปิดเทอมครั้งนี้..ฉันมีความสุขมากเลยทีเดียว เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษที่ Fast English นอกจากจะได้เรียนภาษาอังกฤษแล้ว ฉันยังได้ฟังปรัชญาอีกด้วย มันทำให้ฉันเข้าใจอะไรๆหลายๆอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ปรัชญาต่างๆที่อาจารย์ได้นำมาเล่าให้ฟัง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และก็สามารถนำมาใช้ได้จริง ซึ่งบางทีเราอาจจะมองข้ามไปเพียงเพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ที่จริงแล้วทุกสิ่งต่างก็มีความสำคัญ ฉันได้นำเอาปรัชญาที่อาจารย์สอนมาสังเกตและศึกษาสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว ทั้งจากหนัง ละคร หรือแม้แต่การ์ตูน ซึ่งทำให้ฉันรู้ว่า ทุกสิ่ง..ต่างก็มีเหตุและผลในตัวของมันเอง นอกจากนี้มันยังมีปัจจัยอื่นๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้คนเรามีความคิดที่ไม่เหมือนกัน พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็เลยแตกต่างกันออกไป เราจึงไม่ควรที่จะไปตัดสินว่าเขาดีหรือเลว หรือว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกหรือผิด เพราะเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่เป็นแบบเขา ทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น >> Don't label people until the last day of their life. สิ่งสำคัญที่ทำให้คนเรายังมีความทุกข์ ก็เพราะคนเรายังมีทิฏฐิ เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง ตัวเราของเรา ยากที่จะยอมรับในทุกสิ่ง ถึงแม้จะรับฟัง แต่ในส่วนลึกยังคงเกิดความรู้สึกที่ขัดแย้ง มันจึงเป็นสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกๆภายในจิตใจ แต่หากวันใดที่เราทำความเห็นให้ถูกต้อง เข้าใจสภาพตามความเป็นจริง เราจะทุกข์ใจน้อยลง สิ่งสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่ตัวเราเอง ว่าจะจัดการกับความคิดของเราอย่างไรให้เกิดความสมดุล อาจจะดูเข้าใจยาก แต่ถ้าเราลองนำมาวิเคราะห์ เราก็จะเข้าใจว่าปัญหาต่างๆมันเกิดขึ้นที่ตรงไหน ยิ่งฉันได้เรียนรู้ความจริงของชีวิตมากเท่าไหร่ มันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเหลือเวลาบนโลกใบนี้อีกไม่นานนัก ฉันอยากจะทำให้ทุกเวลามีคุณค่ามากที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา อะไรจะถูกหรือผิดล้วนอยู่ที่เราทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะสามารถบังคับเราได้ เราเป็นเจ้านายตัวเราเอง แต่ขอให้รู้ไว้ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ลงไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้นตามมานั้น เราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดให้ได้ อย่าไปโทษใครที่ทำให้เกิด เพราะนั่นคือตัวเราเอง และจงอย่าเสียใจที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้น จะทำอะไรก็รีบทำซะ เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีสำหรับเรา ทำวันนี้ให้เต็มที่และดีที่สุด >> Live as if you were to die tomorrow and learn as if you were to live forever. เพียงแค่เรารู้ตัวเสมอว่าเรากำลังทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ความสุขก็จะเกิดขึ้น หรือไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีอื่นที่ทำให้คุณรู้สึกดี มีความสุข ก็ขึ้นอยู่ที่คุณ >> It doesn't matter what the cat is black or white as long as it can catch mice.
************************************************************************************* แต่ที่รู้..คือตอนนี้ฉันมีความสุข ( ^ - ^ ) April 22 ดอกไม้แห่งฤดูหนาว : Yuki no Hana
ดอกไม้แห่งฤดูหนาว (雪の華) Yuki No Hana (Nakashima Mika) 中島美嘉
のびた人陰を 舗道にならべ 手をつないで いつまでもずっと 泣けちゃうくらい 風が 冷 たくなって 冬の 匂いがした そろそろ この街に 君と 近付ける季節がくる ※今年、最初の雪の 華を ふたり寄り添って 眺めているこの瞬間(とき)に 幸せがあふれだす※ 甘えとか弱さじゃない ただ、君を愛してる 心から そう思った
Kotoshi saisho no yuki no hana o 君がいると どんなことでも 乗りきれるような気持ちになってる こんな日々が いつまでもきっと 続いてくことを祈っているよ Kimi ga iru to donna koto demo 風が窓を揺らした 夜は揺り起こして どんな悲しいことも 僕が笑顔へと 変えてあげる Kaze ga mado o yurashita 舞い落ちてきた雪の華が 窓の外ずっと 降りやむことを知らずに 僕らの街を染める 誰かのためになにかを したいと思えるのが 愛ということを知った Mai-ochite kita yuki no hana ga もし、君を失ったとしたなら 星になって君を 照らすだろう 笑顔も涙に濡れてる 夜も い つ もいつでもそばにいるよ ※今年、最初の雪の 華を
ふたり寄り添って 眺めているこの瞬間(とき)に 甘えとか弱さじゃない ただ、君とずっと このまま一緒にいたい 素直にそう思える この街に降り積もってく 真っ白な雪の華 ふたり の胸にそっと 想い出を描くよ これからも君とずっと… ****************************************************** ไม่มีอะไรทำ เลยเอาเนื้อเพลงมาใส่ซะเลย ตอนแรกก็ยังไม่รู้จักเพลงนี้ด้วยซ้ำ แต่เนื่องด้วยนักร้องเป็นคนๆเดียวกันกับที่ร้องเพลง Find the way ซึ่งเป็นเพลง ED. Gundam SEED (การ์ตูนในดวงใจ) เลยลองเปิดฟังเล่นๆ โอ้แม่เจ้า เพลงอะไรช่างเพราะขนาดนี้ อีกทั้งความหมายของเพลงที่สุดแสนจะโรแมนติกซะเหลือเกิน เลยทำให้เพลงนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในญี่ปุ่น และถ้าหากใครเป็นแฟนละครเกาหลีอาจจะเคยได้ยินเพลงนี้ ซึ่งเป็นเพลงประกอบละครเรื่อง I'm sorry, I love you แต่เอามาร้องใหม่ในเวอร์ชั่นเกาหลี ซึ่งก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ แล้วยิ่งได้อ่านประวัติของนักร้อง ปรากฏว่าเธอเป็นคนที่แสดงเป็นนานะอีกด้วย (นานะพังค์) ทั้งสวย น่ารัก ร้องเพลงก็เพราะ อะไรจะลงตัวขนาดนั้น... แนะนำให้ลองไปฟังดูนะ เพลงเพราะจริงๆ Yuki no Hana : http://www.pingbook.com/mv/listen.php?id=12&song_id=142&listen=normalasx
|
|
|